 |
Transformers - เกร็ดจากภาพยนตร์ |
 |
-
ตัวละครฝ่าย
ดีเซปทิคอนส์
ในเรื่อง
มีเพียง
เมกะทรอน
และ
สตาร์ครีม
เท่านั้นที่นำมาจากฉบับก่อนหน้าที่เคยสร้างมาก่อน
ส่วนตัวละครที่เหลือนั้นเป็นการผสมผสานระหว่างตัวละครอื่นๆ
ที่เหลือจากในหลายๆ
ตัวของฉบับละครชุดที่ออกอากาศมาแล้วหลายปี
-
เดิมที
ไมเคิล
เบย์
ปฏิเสธที่จะกำกับเรื่องนี้
โดยบอกว่าเป็นภาพยนตร์ของเด็กเล่นเท่านั้น
อย่างไรก็ตามเนื่องจากในช่วงเข้าวงการภาพยนตร์ใหม่ๆ
ไมเคิล
ซึ่งเคยทำงานที่บริษัท
ลูคัส
ฟิล์ม
ตอนนั้นเขาเคยออกความเห็นแบบเดียวกันนี้มาก่อนกับภาพยนตร์เรื่อง
Raiders
of
the
Lost
Ark
(1981)
ที่ภายหลังกลายมาเป็นภาพยนตร์เรื่องดัง
ดังนั้น
ไมเคิล
จึงคิดว่าเขาอาจจะคิดผิดเช่นเดียวกันกับในเรื่องนี้ด้วยก็ได้
สุดท้ายเขาจึงรับงานนี้
และอยากสร้างมันให้เป็นภาพยนตร์สำหรับครอบครัว
-
แสตน
บุช
เป็นคนแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้
โดยเขายังแต่งเพลง
Dare
และ
The
Touch
ให้กับภาพยนตร์
The
Transformers:
The
Movie
ฉบับปี
1986
อีกด้วย
-
เดิมทีมีตัวละครชื่อ
อาร์ซี
อยู่ในบทภาพยนตร์ด้วย
แต่เนื่องจากผลตอบรับที่ไม่ดีจากแฟนๆ
ทำให้ตัวละครของเธอถูกตัดออกไปแล้วมีตัวละคร
ไอรอนไฮด์
มาแทน
-
ปืนของตัวละคร
ไอรอนไฮด์
ประกอบขึ้นด้วยชิ้นส่วนต่างๆ
10,000
ชิ้น
-
คำโปรยของภาพยนตร์เรื่องนี้
คือ
Their
War.
Our
World
ที่ก่อนหน้าเกือบจะถูกใช้เป็นคำโปรยของภาพยนตร์
AVP:
Alien
vs.
Predator
(2004)
ซึ่งเปลี่ยนมาใช้คำโปรยว่า
Whoever
wins...we
lose
แทน
-
เพื่อที่จะให้เป็นที่ยอมรับจากแฟนๆ
ของ
Transformers
ฉบับเดิม
ดังนั้นการใช้สีของแต่ละฝ่ายจึงยังคงใช้สีเดิมแบบที่แฟนๆ
คุ้นเคย
นั่นคือฝ่าย
ออโต้บอท
จะต้องเป็นสีแดง
และฝ่าย
ดีเซปทิคอนส์
จะเป็นสีน้ำเงิน
-
เรื่องนี้ต้องใช้เวลาประมาณ
38
ชั่วโมงในการแปลงฉากคอมพิวเตอร์กราฟฟิก
1
ฉาก
สำหรับภาพของเหล่าหุ่นยนต์จักรกลสังหาร
จึงถือเป็นการทำลายสถิติเวลาที่มากสุดซึ่งเรื่อง
The
Lord
of
the
Rings:
The
Two
Towers
(2002)
เคยทำไว้
กับเวลา
20
ชั่วโมงในการแปลงภาพของตัวละครต้นไม้ยักษ์
ทรีเบียร์ด
-
จำนวนสมาชิกของฝ่าย
ดีเซปทิคอนส์
ที่มากกว่าฝ่าย
ออโต้บอตส์
เป็นความตั้งใจของผู้เขียนที่จะเน้นไปที่ความสามัคคีของฝ่าย
ออโต้บอตส์
และความรู้สึกคุมคามที่ฝ่าย
ดีเซปทิคอนส์
มีต่อโลกมนุษย์
-
การที่มีตัวละครมนุษย์จริงๆ
เพิ่มเข้ามาในเรื่องด้วย
ทำให้
ไมเคิล
เบย์
ต้องเขียนบทของตัวละครเหล่านี้ในช่วงการทำงานขั้นหลังงานสร้างภาพยนตร์
-
รถยนต์ที่ตัวละครหุ่นยนต์
บัมเบิลบี
ใช้ตอนเปลี่ยนร่างเดิม
คือ
รถโฟล์กสวาเกน
บีตเทิล
แต่ภายหลังเปลี่ยนเป็นรถ
เชฟโรเล็ต
คามาโร
แทน
เพราะ
ไมเคิล
เบย์
ต้องการหลีกเลี่ยงการถูกเปรียบกับภาพยนตร์เรื่อง
Herbie
the
Love
Bug
(1982)
ที่ใช้รถรุ่น
โฟล์กสวาเกน
บีตเทิล
เช่นกัน
-
มาร์ก
ไรอัน
ที่ให้เสียงเป็น
บัมเบิลบี
ยังรับบทตัวแสดงแทนในระหว่างการถ่ายทำ
เพื่อให้นักแสดงที่เป็นคนจริงๆ
ได้โต้ตอบเหมือนกับได้เห็นว่ามีตัวละครหุ่นยนต์อยู่ในฉากอีกด้วย
นอกจากนี้
เขายังต้องเพิ่มบทพูดเข้าไปในช่วงขั้นตอนหลังงานสร้างอีกด้วย
-
เพื่อให้เป็นมุขตลกในหมู่แฟนๆ
ของเรื่องนี้
และยังเป็นของขวัญสำหรับการ์ตูนต้นฉบับ
ดังนั้นรถ
โฟล์กสวาเกน
บีตเทิล
สีเหลือง
ที่ต้นฉบับเป็นของตัวละคร
บัมเบิลบี
สามารถเห็นได้ที่ร้านจำหน่ายรถ
ซึ่งตัวละคร
แซม
วิทวิคกี้
แสดงโดย
ไชอา
ลาบัฟ
ได้ซื้อรถ
เชฟโรเล็ต
คามาโร
-
ไมเคิล
เบย์
ไม่ต้องการให้พวกเทกนิกพิเศษต่างๆ
มีความโดดเด่นเหนือกว่าฉากต่อสู้ที่มีในเรื่องเกินไป
ดังนั้นเขาจึงทุ่มเงินส่วนใหญ่ของงบประมาณ
150
ล้านเหรียญสหรัฐของเรื่องนี้
มาไว้ในฉากต่อสู้
15
ฉากของเรื่องแทน
-
เรื่องนี้
ออพติมัส
ไพร์ม
ใช้รถ
ปีเตอร์ไบลต์
379
ในการเปลี่ยนร่าง
ซึ่งในภาพยนตร์เรื่อง
Duel
(1971)
ที่กำกับโดย
สตีเว่น
สปีลเบิร์ก
ที่นั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการสร้างของเรื่องนี้
ฝ่ายตัวร้ายก็ใช้รถรุ่น
ปีเตอร์ไบลต์
281
เช่นกัน
ดังนั้นนี่จึงเป็นภาพยนตร์เรื่องที่
2
ในรอบ
36
ปีของ
สตีเว่น
ที่ใช้รถของ
ปีเตอร์ไบลต์
ในการสวมบทนำในเรื่อง
-
จากคำบอกเล่าของ
ลอเรนโซ
ดิ
โบนาเวนทูร่า
ผู้อำนวยการสร้างของเรื่องนี้
ได้บอกว่า
การเปลี่ยนร่างของหุ่นยนต์ในเรื่องจะอาศัยหลักความความสมดุลทางคณิตศาสตร์
เพื่อกำหนดว่าชิ้นส่วนใดของตัวหุ่นยนต์จะเปลี่ยนไปเป็นชิ้นส่วนใดของยานพาหนะประจำตัวของหุ่นนั้น
-
ผู้อำนวยการสร้างของเรื่อง
ทอม
เดอซานโต้
บอกว่าเดิมทีเขาตั้งใจจะให้มีหุ่นยนต์
พราวล์
วีลแจ็ก
ซาวด์เวฟ
ราเวจ
เลเซอร์เบรก
รัมเบิล
สกายวาร์ป
และ
ช็อกเวฟ
เป็นตัวละครที่อยู่ในเรื่องนี้ด้วย
-
การที่ตัวละครหุ่นยนต์
ยูนิครอน
ที่อยู่ในบทภาพยนตร์มีขนาดปกติเทียบเท่ากับสิ่งมีชีวิตบนโลกทั่วไป
เพื่อให้เหมาะสมกับตัวนักแสดง
คือ
เจมส์
เอิร์ล
โจนส์
ที่จะปรากฏตัวในภาค
2
ของเรื่อง
ด้วยบทที่สำคัญกว่าในภาคแรก
-
เดิมทีหุ่น
เมกะทรอน
จะใช้ปืนพก
วัลเทอร์
พี38
ในการเปลี่ยนรูปร่าง
แต่เนื่องจากบริษัท
ฮาสโบร
ผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการของหุ่นยนต์เรื่องนี้บอกว่าพวกเขาจะไม่ผลิตสินค้าที่มีรูปร่างของอาวุธปืน
เพื่อเป็นตัวละครของหุ่นยนต์ต่างๆ
ที่จะจัดจำหน่ายเด็ดขาด
อีกทั้งยังมีข้อห้ามทางกฎหมายในการสร้างของเล่นที่เป็นรูปปืนอีกด้วย
ดังนั้นถึงแม้ว่าผู้เขียนเรื่องนี้จะให้เหตุผลว่า
ขนาดตัวละคร
ดาร์ธ
เวเดอร์
ของเรื่อง
Star
Wars
ยังสามารถเปลี่ยนตัวเองไปสู่รูปแบบของดาบเลเซอร์เพื่อให้ตัวละครอื่นๆ
กวัดแกว่งไปมาได้เลย
ก็ตาม
ในที่สุดจึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงปืนพกดังกล่าวให้เป็นเครื่องบินไอพ่นแทน
-
ช่วงการประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์เรื่องนี้
มีการแสดงให้เห็นภาพตัวละคร
Transformers
ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพื่อให้ตัวหุ่นยนต์ต่างๆ
ที่ถูกปกปิดนั้นดูน่าตื่นเต้นและน่าสนใจ
จนกว่าภาพยนตร์จะเข้าฉายในเดือนกรกฎาคมปี
2007
ที่คนดูจะได้เห็นกันแบบเต็มตาอย่างแท้จริง
โดยถือเป็นการปกปิดแบบลับสุดยอดเลยทีเดียว
ดังนั้นเมื่อมีภาพการต่อสู้ของ
เมกะทรอน
หลุดออกไปทางอินเตอร์เน็ต
ทำให้
ดอน
เมอร์ฟี่
ที่เป็นผู้ออกแบบการเปลี่ยนรูปร่างของตัว
เมกะทรอน
รู้สึกโกรธมาก
จนทำให้เขาสร้างฉากต่อสู้แบบใหม่ที่ดูเจ๋งกว่าของเดิมที่หลุดไปออกมาแทน
-
ตัวละครของเรื่องนี้ได้รับการออกแบบใหม่ให้สะท้อนถึงความเป็นสิ่งที่มาจากนอกโลกมากขึ้น
โดย
ลอเรนโซ
ดิ
โบนาเวนทูร่า
ผู้อำนวยการสร้างของเรื่อง
เล่าว่าระหว่างกระบวนการออกแบบนั้น
ตัว
ออพติมัส
ไพร์ม
ในละครชุดทางโทรทัศน์ฉบับปี
1984
มีลักษณะที่เป็นหุ่นแบบทรงสี่เหลี่ยมโบราณ
ซึ่งดูแล้วไม่สมจริงและเชยเกินไป
จึงทำให้มีการออกแบบใหม่ด้วยเทกนิกทางกลศาสตร์
ในการสร้างส่วนต่างๆ
ในร่างกายของ
ออพติมัส
ไพร์ม
เป็นพันๆ
ชิ้นขึ้นมา
ที่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างสัมพันธ์กันทุกส่วนกับมวลรวมของร่างกาย
-
ผู้อำนวยการสร้างของเรื่องนี้
คือ
ดอน
เมอร์ฟี่
และ
ทอม
เดอซานโต้
ได้ช่วยในการร่างเค้าโครงเรื่องนี้
โดยที่ตัวของ
ทอม
นั้นเป็นแฟนตัวยงของละครชุดทางโทรทัศน์
Transformers
ตั้งแต่ยังเด็ก
เขาได้ทำการศึกษาเรื่องนี้หลายอย่าง
ตั้งแต่ประชุมกับผู้เขียนในฉบับการ์ตูนคือ
ไซม่อน
เฟอร์แมน
หลายครั้ง
อีกทั้งเขายังเชิญบรรดาแฟนๆ
ของ
Transformers
เข้าร่วมการพูดคุยถกเถียงในเว็บบอร์ดทางอินเตอร์เน็ตของ
ดอน
ด้วย
โดยสิ่งเหล่านี้เป็นการสร้างหน้าประวัติศาสตร์และสร้างการมีอยู่ของ
Transformers
ให้เสมือนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงบนโลกนี้
อันเป็นสิ่งที่
ดอน
จงใจให้คล้ายคลึงกับเรื่องที่เกิดในภาพยนตร์เรื่องนี้นั่นเอง
|
|
|
เข้าฉาย 24 พ.ค. 55 เข้าฉาย 31 พ.ค. 55
|
|
เรื่องราวการหวนรำลึกถึงชีวิตที่สลับซับซ้อน และยากลำบากในอดีตระหว่างหญิงสองรุ่นสองวัย ที่ย้ายถิ่...
|
|