บิลลี่ เบ้บ ก้าวข้ามผ่านกระแสแง่ลบเพียงแค่เปลี่ยนวิธีคิด และมองการมีอีกฝ่ายเหมือนได้มีเพื่อนคู่ชีวิตอีกคน
12 ธ.ค. 68 19:43 น. /
ดู 4,440 ครั้ง /
1 ความเห็น /
0 ชอบจัง
/
แชร์
hashtag:
#บิลลี่ภัทรชนน #เบ้บธนทัต
น่าจะเป็นรายการแรกๆ เลยที่พา บิลลี่ เบ้บ มาจับเข่าคุยดีปทอล์กเผยให้เห็นแง่มุมต่างๆ
ที่ทำให้รู้จักตัวตนของพวกเขามากยิ่งขึ้นกับรายการของนิตยสารวัยรุ่นชื่อดังอย่าง PodKazz

เปิดมาก็โดนถามเข้าประเด็นเลยว่า คิดว่าอะไรเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต
ของเบ้บได้เล่าก่อนว่า เป็นช่วงสมัยเรียนมหาลัยที่อยู่ๆ แม่ก็บอกว่า นี่เป็นค่าเทอมก้อนสุดท้ายแล้วนะลูก
แต่ก็ยังอยู่บ้านกินข้าวอะไรกับที่บ้านเหมือนเดิม แค่จะใช้จ่ายอะไรต้องออกเอง เพราะว่าแม่ก็ต้องการใช้ชีวิตของตัวเองละ ตอนนั้นเป็นช่วงเรียนอยู่และเตรียมตัวจะทำงาน เรียนจบมาเราก็ฟรีแลนซ์ก่อนทำเกี่ยวกับสายโปรดักชั่นกองถ่าย
แบบถ่ายภาพถ่ายวิดีโอสั้น รายได้ก็พออยู่ได้มีให้แม่ด้วย ส่วนคนพี่นั้น เรียนจบวิศวะมา จากตอนแรกอยากเป็นนักบิน ก็ได้ไปฝึกงานที่ AirAsia แบบเข้าใกล้ความฝัน แต่ทำไปสักพักเริ่มรู้สึกไม่ใช่ แต่ตอนนั้นเริ่มมีเอเจนซี่เข้ามาติด
ต่อให้ไปแคสต์โฆษณาละ ก็เป็นเอ็กซ์ตร้าด้วย และก็เป็นช่วงที่เราสอบนักบินแล้วสอบไม่ติดด้วย ก็ดาวน์เลยอ่านหนังสือมาทั้งปีทุกสายการบินรวมถึงโฆษณาด้วย เลยขอลองแคสต์อีกสักปีนึง ก็ได้อยู่ตัวสองตัว จำได้มานั่งร้องไห้อยู่ที่สระว่ายน้ำคอนโด โทรบอกแม่ว่าไม่เอาแล้วเดี๋ยวจะไปทำงานเดี่ยวกับสายตัวเอง แม่พูดมาคำนึงบอก ยังไปไม่ถึงไหนเลย เราเพิ่งเริ่มต้นเอง บางคนอยู่ในวงการตั้งนานกว่าจะดัง แต่ก็กดดันเพราะแม่ก็ให้เงินใช้ตอนนั้น แต่พอลองสู้และเอ็นจอยไปเรื่อยๆ ก็เริ่มได้งาน ทำมาจนได้มาอยู่ Idol Factory ก็คือถ้าเรายอมแพ้ตรงสระว่ายน้ำตรงนั้น ก็คงไม่มีเราในวันนี้

ฝั่งเบ้บถ้าถามเข้าวงการมาได้ยังไง ก่อนหน้านี้ก็เป็นเด็กสายแคสต์งานเหมือนพี่บิลลี่ตั้งแต่สมัยมหาลัย
จนพอเรียนจบก็เลิกไปเลย และเมื่อทำงานฟรีแลนซ์จนอิ่มตัวก็เริ่มคิดถึงการอยู่หน้าเซ็ต เลยกลับมาแคสต์โฆษณา
แล้วอยู่ๆ ก็มีคนติดต่อมาในไอจี บอกกำลังจะมีโปรเจ็กต์ถ้าน้องสนใจ เขาก็ให้ชื่่อบริษัทมา พอไปเสิร์ชก็ Idol Factory
ก็เป็นโปรเจ็กต์ซีรีส์ ลางสังหรณ์ เจอกันครั้งแรกพี่บิลลี่บอกตอนนั้นเบ้บหัวทอง ส่วนเบ้บตอนนั้นก็พอรู้มาบ้างว่าต้องเล่นคู่กับใคร ก็มีหาข้อมูลมาว่าเขาเป็นใครมาจากไหน แต่พอได้เจอกันต่อหน้าจริงๆ จำได้วันนั้น 16 ก.พ. ก็ถามเขาประโยคแรก ถูกหวยรึเปล่า แต่คนพี่บอก ไม่ได้เล่นครับ แต่หลังจากนั้นพออยู่กับเขา ก็เริ่มซื้อเริ่มมู เริ่มเรียนรู้จากเขา

และจาก ลางสังหรณ์ จนมาถึงเรื่อง 2 อสงไขย การทำงานเป็นคู่จิ้นเป็นพาร์ทเนอร์กันมา มันเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองยังไง
บิลลี่มองว่า ก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย ทำให้เรารู้ว่า การที่เราทำอะไรสักอย่าง คนเดียวสู้สองคนไม่ได้ มุมมองต่างๆ ถ้ามีสองคน
มันช่วยได้มาก แบบเราจะไปทำอะไรก็ต้องคิดละ มันจะส่งผลอะไรกับเราและอีกคนไหม แต่มันหาข้อดีได้มากกว่าข้อเสีย มันเหมือนเรามีเพื่อนคู่ชีวิตอีกคน เบ้บก็เห็นพ้องไปในทางเดียวกันว่า เขารู้ใจเรา และไม่ไ่ด้รู้สึกกดดัน
หรือไม่ได้เป็นตัวเองเท่าไร เพราะเราเป็นคนที่ชอบแชร์อะไรกับคนที่สนิทหรือกับเพื่อนอยู่แล้ว เลยพอมีคนมาคอยพูดคุยในการทำงานมันดีมาก ถ้าถามเคยอ่านเจอกระแสแง่ลบไหมในการมาเป็นคู่จิ้นกัน ก็เจอเยอะ แต่ค่อนข้างจะชิลล์
เพราะไม่ค่อยเก็บคอมเมนต์ร้ายๆ มาคิด แบบถ้าใครชมเราดีเราก็จะเก็บมาและถามว่าวันหน้าเราจะทำไรดีให้เขาชอบ ขณะที่บิลลี่ ตอนแรกเขาก็เป็นพวกที่อยากตามความคาดหวังของคนอื่น ก็อ่านทุกคอมเมนต์เลย จนเราเริ่มสูญเสียตัวตนของตัวเอง จนคิดได้ว่ามันไม่มีทางพอที่จะทำให้ทุกคนพอใจ ก็เลิกเสพ ฟีลเหมือนเราโชว์คอนเสิร์ต เหมือนคนมาดูเรา 10 คน เราไปโฟกัสว่าทำไมคนมาแค่ 10 นอยด์ละ แต่ถ้าเราคิดว่ามีคนดูเราตั้ง 10 คน มีคนที่รักเราตั้ง 10 คน เพราะฉะนั้นเราดูแลคนของเรานี้ให้มีความสุข เราจะไปแคร์คนที่ไม่มาทำไม คนที่ไม่มาเขาไม่ได้รักเรา เขาว่าเราด้วย เราจะไปแคร์เขาทำไม🥺


#บิลลี่ภัทรชนน #เบ้บธนทัต
ที่ทำให้รู้จักตัวตนของพวกเขามากยิ่งขึ้นกับรายการของนิตยสารวัยรุ่นชื่อดังอย่าง PodKazz

เปิดมาก็โดนถามเข้าประเด็นเลยว่า คิดว่าอะไรเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต
ของเบ้บได้เล่าก่อนว่า เป็นช่วงสมัยเรียนมหาลัยที่อยู่ๆ แม่ก็บอกว่า นี่เป็นค่าเทอมก้อนสุดท้ายแล้วนะลูก
แต่ก็ยังอยู่บ้านกินข้าวอะไรกับที่บ้านเหมือนเดิม แค่จะใช้จ่ายอะไรต้องออกเอง เพราะว่าแม่ก็ต้องการใช้ชีวิตของตัวเองละ ตอนนั้นเป็นช่วงเรียนอยู่และเตรียมตัวจะทำงาน เรียนจบมาเราก็ฟรีแลนซ์ก่อนทำเกี่ยวกับสายโปรดักชั่นกองถ่าย
แบบถ่ายภาพถ่ายวิดีโอสั้น รายได้ก็พออยู่ได้มีให้แม่ด้วย ส่วนคนพี่นั้น เรียนจบวิศวะมา จากตอนแรกอยากเป็นนักบิน ก็ได้ไปฝึกงานที่ AirAsia แบบเข้าใกล้ความฝัน แต่ทำไปสักพักเริ่มรู้สึกไม่ใช่ แต่ตอนนั้นเริ่มมีเอเจนซี่เข้ามาติด
ต่อให้ไปแคสต์โฆษณาละ ก็เป็นเอ็กซ์ตร้าด้วย และก็เป็นช่วงที่เราสอบนักบินแล้วสอบไม่ติดด้วย ก็ดาวน์เลยอ่านหนังสือมาทั้งปีทุกสายการบินรวมถึงโฆษณาด้วย เลยขอลองแคสต์อีกสักปีนึง ก็ได้อยู่ตัวสองตัว จำได้มานั่งร้องไห้อยู่ที่สระว่ายน้ำคอนโด โทรบอกแม่ว่าไม่เอาแล้วเดี๋ยวจะไปทำงานเดี่ยวกับสายตัวเอง แม่พูดมาคำนึงบอก ยังไปไม่ถึงไหนเลย เราเพิ่งเริ่มต้นเอง บางคนอยู่ในวงการตั้งนานกว่าจะดัง แต่ก็กดดันเพราะแม่ก็ให้เงินใช้ตอนนั้น แต่พอลองสู้และเอ็นจอยไปเรื่อยๆ ก็เริ่มได้งาน ทำมาจนได้มาอยู่ Idol Factory ก็คือถ้าเรายอมแพ้ตรงสระว่ายน้ำตรงนั้น ก็คงไม่มีเราในวันนี้

ฝั่งเบ้บถ้าถามเข้าวงการมาได้ยังไง ก่อนหน้านี้ก็เป็นเด็กสายแคสต์งานเหมือนพี่บิลลี่ตั้งแต่สมัยมหาลัย
จนพอเรียนจบก็เลิกไปเลย และเมื่อทำงานฟรีแลนซ์จนอิ่มตัวก็เริ่มคิดถึงการอยู่หน้าเซ็ต เลยกลับมาแคสต์โฆษณา
แล้วอยู่ๆ ก็มีคนติดต่อมาในไอจี บอกกำลังจะมีโปรเจ็กต์ถ้าน้องสนใจ เขาก็ให้ชื่่อบริษัทมา พอไปเสิร์ชก็ Idol Factory
ก็เป็นโปรเจ็กต์ซีรีส์ ลางสังหรณ์ เจอกันครั้งแรกพี่บิลลี่บอกตอนนั้นเบ้บหัวทอง ส่วนเบ้บตอนนั้นก็พอรู้มาบ้างว่าต้องเล่นคู่กับใคร ก็มีหาข้อมูลมาว่าเขาเป็นใครมาจากไหน แต่พอได้เจอกันต่อหน้าจริงๆ จำได้วันนั้น 16 ก.พ. ก็ถามเขาประโยคแรก ถูกหวยรึเปล่า แต่คนพี่บอก ไม่ได้เล่นครับ แต่หลังจากนั้นพออยู่กับเขา ก็เริ่มซื้อเริ่มมู เริ่มเรียนรู้จากเขา

และจาก ลางสังหรณ์ จนมาถึงเรื่อง 2 อสงไขย การทำงานเป็นคู่จิ้นเป็นพาร์ทเนอร์กันมา มันเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองยังไง
บิลลี่มองว่า ก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย ทำให้เรารู้ว่า การที่เราทำอะไรสักอย่าง คนเดียวสู้สองคนไม่ได้ มุมมองต่างๆ ถ้ามีสองคน
มันช่วยได้มาก แบบเราจะไปทำอะไรก็ต้องคิดละ มันจะส่งผลอะไรกับเราและอีกคนไหม แต่มันหาข้อดีได้มากกว่าข้อเสีย มันเหมือนเรามีเพื่อนคู่ชีวิตอีกคน เบ้บก็เห็นพ้องไปในทางเดียวกันว่า เขารู้ใจเรา และไม่ไ่ด้รู้สึกกดดัน
หรือไม่ได้เป็นตัวเองเท่าไร เพราะเราเป็นคนที่ชอบแชร์อะไรกับคนที่สนิทหรือกับเพื่อนอยู่แล้ว เลยพอมีคนมาคอยพูดคุยในการทำงานมันดีมาก ถ้าถามเคยอ่านเจอกระแสแง่ลบไหมในการมาเป็นคู่จิ้นกัน ก็เจอเยอะ แต่ค่อนข้างจะชิลล์
เพราะไม่ค่อยเก็บคอมเมนต์ร้ายๆ มาคิด แบบถ้าใครชมเราดีเราก็จะเก็บมาและถามว่าวันหน้าเราจะทำไรดีให้เขาชอบ ขณะที่บิลลี่ ตอนแรกเขาก็เป็นพวกที่อยากตามความคาดหวังของคนอื่น ก็อ่านทุกคอมเมนต์เลย จนเราเริ่มสูญเสียตัวตนของตัวเอง จนคิดได้ว่ามันไม่มีทางพอที่จะทำให้ทุกคนพอใจ ก็เลิกเสพ ฟีลเหมือนเราโชว์คอนเสิร์ต เหมือนคนมาดูเรา 10 คน เราไปโฟกัสว่าทำไมคนมาแค่ 10 นอยด์ละ แต่ถ้าเราคิดว่ามีคนดูเราตั้ง 10 คน มีคนที่รักเราตั้ง 10 คน เพราะฉะนั้นเราดูแลคนของเรานี้ให้มีความสุข เราจะไปแคร์คนที่ไม่มาทำไม คนที่ไม่มาเขาไม่ได้รักเรา เขาว่าเราด้วย เราจะไปแคร์เขาทำไม🥺


#บิลลี่ภัทรชนน #เบ้บธนทัต
ขอบคุณภาพและคลิปจาก
@kazzmagazinechannel @TTluvBabe
แก้ไขล่าสุด 13 ธ.ค. 68 11:44 |
เลขไอพี : ไม่แสดง
| ตั้งกระทู้โดย Windows 10
อ่านต่อ คุณอาจจะสนใจเนื้อหาเหล่านี้ (ความคิดเห็นกระทู้ อยู่ด้านล่าง)
ความคิดเห็น
จะต้องเป็นสมาชิกจึงจะแสดงความคิดเห็นได้
เป็นสมาชิกอยู่แล้ว ลงชื่อเข้าใช้ระบบ
ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สมัครสมาชิกใหม่
หรือจะลงชื่อเข้าใช้ระบบด้วย Google หรือ Facebook ก็ได้
ลงชื่อเข้าใช้ระบบด้วย Facebook
ลงชื่อเข้าใช้ระบบด้วย Google
เป็นสมาชิกอยู่แล้ว ลงชื่อเข้าใช้ระบบ
ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สมัครสมาชิกใหม่
หรือจะลงชื่อเข้าใช้ระบบด้วย Google หรือ Facebook ก็ได้
ลงชื่อเข้าใช้ระบบด้วย Facebook
ลงชื่อเข้าใช้ระบบด้วย Google
