หยิ่นวอร์ รู้สึกโชคดีที่สนิทกันในชีวิตจริง จนสบายใจเป็นตัวเองกันได้ และอยู่กันโฟลวมาจะ 7 ปีแล้ว
28 ก.ค. 69 20:36 น. /
ดู 2,644 ครั้ง /
0 ความเห็น /
0 ชอบจัง
/
แชร์
hashtag:
#วอร์วนรัตน์ #หยิ่นอานันท์
เป็นคู่ที่ไปรายการได้นั่งพูดุยดีปทอล์กทีไรก็ยิ่งทำให้หมูยอรู้สึกว่าได้รักได้เลือกจิ้นไม่ผิดคู่จริงๆ
สำหรับ หยิ่น วอร์ อย่างล่าสุดกับรายการ เมาท์มอยกับพลอยหอ ก็ให้เห็นความเป็นตัวตนธรรมชาติที่ไม่
ปรุงแต่งที่เข้ากันได้อย่างลงตัวจนอยู่ด้วยกันมาจะเข้าปีที่ 7 แล้ว
เปิดรายการมาพลอยบอกวอร์เคยมาแล้ว และคราวก่อนมาเขาพูดเรื่องยุงเกือบชั่วโมงนึง
แต่หยิ่นบอก เข้าใจได้พี่ ผมผ่านช่วงเวลานั้นมาประมาณนึง ระบบสุริยะ โลกกลมโลกแบน อะไรแบบนี้มาหมด ฟีลเข้าใจเนเจอร์ของแฟ-มาก

มาถึงก็ให้หยิ่นแนะนำหน่อยว่าตัวเองเป็นคนมี activities แบบไหน ชอบทำอะไร
เจ้าตัวบอก แล้วแต่ช่วงและจังหวะเวลา ชอบไปเที่ยวดูวิว ขับรถ แต่มีเวลาเยอะหน่อยไปค้างได้ก็หาเพื่อน วันว่างๆ ไม่มีไรทำก็ยิงปืน

และมาร่วมงานกันได้ยังไง
วอร์:8 ปีที่แล้ว ทำงานด้วยกัน คือมีค่าย อยู่ค่ายเดียวกัน ทำซีรีส์ เลยมาเจอกัน ก็ถูกทาบทามตั้งแต่ใกล้จบมหาลัย จบมาก็ไม่ได้ทำงานตรงสาย
หยิ่น:ส่วนเราไม่ได้ทำอะไรเลย ยืนแจกโบรชัวร์ open house อยู่มหาลัย
ช่วงนั้นน้องๆ มาถ่ายรูป พอออกไปทางเน็ต ผจก.น่าจะเป็นช่วงสกรีนเด็กอยู่แล้ว ไปเตะตาก็เลยติดต่อดู
บวกกับตอนนั้นมีเดือนคณะมาโม้ให้ฟังว่า ลงรูปนะได้ 500 บาท รีวิวสินค้า เราก็แบบไม่จริงอะ แต่พี่ผจก. (ปัจจุบัน) ก็ติดต่อมาว่าสนใจทำงานกับพี่ไหม พี่ทำเกี่ยวกับรีวิว เราก็แบบเฮ้ยมีจริงwa ก็แบบลองดูละกัน แล้วเขาก็แจกงานให้ 1 โพสต์ ได้พันนึง แล้วก็มีโปรเจกต์ชวนทำซีรีส์ ก็ไหลมาจนทุกวันนี้

ตอนเจอกันครั้งแรกเป็นยังไง?
วอร์:ช่วงนั้นเขาจะตึงมาก เป็นคนเขินแบบไม่รู้เขา เขิน นิ่ง หรือต้องการสมาธิ แต่เขาก็มีพูดแบบนิ่งๆ ว่า อันนี้เราถ่ายกันแล้วใช่ไหม
หยิ่น: โดยเนเจอร์ผมเป็นคนประหยัดพลังงาน
พลอย: จากวันแรกจนวันนี้คิดว่าตัวเองเปลี่ยนไปแค่ไหน?
หยิ่น:แรกๆ พยายามวางตัวให้ไนซ์และนิ่งมากๆ แต่ตอนนี้รู้สึกว่าเป็นตัวเอง ไม่ได้ซีเรียสขนาดนั้น ใครจะมองยังไงก็เรื่องของเขา เราไม่ระรานใครละกัน จอยขึ้น ดูชิลล์ขึ้น ก็เลยเป็นตัวเองในอีกแบบนึง เริ่มรู้สึกเกินคำว่าแฮปปี้ ปล่อยจอยเกินไป แต่แฟนๆ เขาก็ชอบแบบนี้
วอร์:แรกๆ เป็นคนย้ำคิดย้ำทำมาก ว่าทำไมตอนนั้นทำได้ไม่ดีพอ จนตอนนี้เริ่มเข้าใจแล้วว่า ทุกๆ งานต่อให้เราจะตั้งใจแค่ไหน จะไม่มีวัน 10/10 มันจะเป็น 9.9 จะมีข้อผิดพลาดให้เราแก้ไปเรื่อยๆ มันก็แค่ปรับแค่ว่าเราไม่ต้องคิดตรงนั้น แค่รู้ว่าเราทำเต็มที่แล้วปล่อยตัดไปเลย

ส่วนเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนทำให้โตขึ้น
วอร์:เหตุการณ์ที่ทำให้ปล่อยวางได้คือตอนคอนเสิร์ต warism ที่ตีกลองจนไม้หัก ตอนนั้นร้องไห้เลย แต่พอมองย้อนกลับไปแต่นึกดูดีดี มาย้อนดูเราแก้สถานการณ์ทัน เราซ้อมมาจนรู้ด้วยซ้ำว่าลักษณะนี้ไม้มันกำลังจะหัก ก็ใช้ประสบการณ์ พอไม้หักก็เปลี่ยนไม้ รอจังหวะใหม่ค่อยตี จนทุกวันนี้จะพยายามหาข้อดีในเรื่องแย่ๆ มันต้องมีแน่ๆ ก็เลยรู้สึกว่าที่โตขึ้นก็ความคิดในเรื่องนี้
หยิ่น:เคยทะเลาะเรื่องทำงาน แล้วมาปรึกษา (วอร์) เพราะว่าผมไม่ยอม เขาก็บอกว่า เป็นกูนะ กูจะดูว่าทะเลาะกับใคร ถ้าเราทะเลาะกับคนที่ไม่ฟังเหตุผลกับเราอยู่แล้ว มันไม่เหตุผลอะไรที่ต้องไปเถียงสู้ ซึ่งในใจแล้วกูโต้แย้งไม่ได้หรือไง กูไม่ผิด แล้วผมก็พูดความจริงไปแล้วด้วย แล้วทำไมต้องมาโทษเรา แต่ถ้าเป็นความผิดเรา ก็พี่ผมขอโทษครับ แต่พอฟัง (วอร์) มาก็จริง มันไม่มีเหตุผล มันก็เลยทำให้เราชิลล์ขึ้นเยอะเลย สุดโต่งไปมันก็ไม่ดี

อย่างช่วงแรกๆ ที่เปิดใจคุยกันเมื่อสมัยเล่นซีรีส์เรื่องแรกแล้วมี 3 คู่ แต่คู่เราโดนคอมเมนต์ว่าไม่เซอร์วิสอะไรเลยระวังจะอยู่ในวงการไม่ได้นาน หยิ่นก็ทักมาปรึกษาว่าควรทำยังไงดี ซึ่งวอร์มองว่า มันดีมากๆ มันเหมือนเรื่องนี้ น้องยอมเปิดใจคุยกับเรา เลยบอกเราเป็นนักแสดงเราทำตามหน้าที่ที่ได้รับในบทบาทตรงนั้นให้เต็มที่ จบจากนั้นจะทำไรก็ทำเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่เลย เริ่มจากตรงนั้นรู้สึกน้องมันเปิดใจให้เรา เราก็เลยบอกทัศนคติที่นึกคิดไป ซึ่งมันดีมากๆ ไม่ได้เข้าหากันแค่เรื่องงาน มันไม่ควรจะสนิทกันเพื่อให้งานออกมาดี ไม่จำเป็นต้องสนิทกันทั้งในจอนอกจอเพื่อให้ออกมาดีมันไม่จำเป็นเลยงานคืองานทำแล้วจบ คุณอยากสนิทกับผมหรือไม่ก็เรื่องของคุณ เราโชคดีเลยที่เราสนิทกัน โดยที่มันไม่ใช่เพราะเรื่องงาน มันเป็นการคุยกัน แบบเราคุยกันจริงๆ เลย อันไหนกูไม่อยากทำ กูไม่ทำ กูไม่ทำอะไรอย่างเงี้ย มันก็สบายใจ เพราะว่ากูไม่ต้องทำอะไรอย่างงั้น คุณค่าในตัวเรามันมีอยู่ เราจะไม่ยอมทำอะไรที่มันไม่เป็นตัวเรา โชคดีมากๆ ที่คุยเรื่องนี้กันตั้งแต่แรก🤝

ฝั่งหยิ่นเองก็รู้สึกว่า ช่วงก่อนหน้านี้ ที่ทำงานตั้งแต่แรกๆ คู่จิ้นเยอะจังเลย เราต้องแข่งกับใครบ้าง นอกจากซีรีส์แล้วเราต้องวางตัวดีขนาดไหน คู่แข่งเยอะไปหมดเลย กังวล แต่ตอนนี้บอกตรงๆ ผมไม่แข่งกับใครเลย แล้วผมแฮปปี้มาก ใครทำดียินดีด้วยครับทุกท่าน ผมมีแฟนๆ ที่เชื่อมั่นที่รักในเราที่เป็นตัวเอง ผมว่า แฟนๆ ดีเอ็นเอชัดเจนอยู่แล้วว่าชอบใคร ของเราก็มีประมาณนึง เราทำซีรีส์ก็ทำให้เขาดู เพราะฉะนั้นมันก็เลยแฮปปี้ ตอนนี้โคตรแฮปปี้กับทุกๆ อย่างกว่าเดิมเยอะ ไม่เอาตัวเองไปแข่งกับใครหรือเอาตัวเองไปอยู่ในกระแส ถ้าทำงี้ไปเรื่อยๆ แล้วแฟนๆ แฮปปี้ก็โอเคแล้ว

อยู่ด้วยกันมาพักใหญ่ๆ แล้วถ้าให้มองอีกฝ่ายว่าเติบโตขึ้นเป็นเวอร์ชั่นที่ดีจากเดิมแค่ไหน
วอร์:เวอร์ชั่นที่ดีของเขารู้สึกว่าเขาตัดสินได้เองว่าในปัจจุบันนี้เขาพอใจหรือไม่พอใจมีความสุขแค่ไหน ก็รู้สึกว่าเค้าชิลล์ขึ้น สบายใจขึ้นผมก็ได้รับรู้ระดับนึงว่าในช่วงชีวิตนี้ในปัจจุบันเขามีความสุขแล้ว แต่ว่าเป้าหมายที่ยังอยากมีฝันอยากทำอะไรอยู่ก็น่าจะทำต่อไปด้วยความสุขแหละ ฝ่าฟันกันมาเพื่อความนิ่งขนาดเนี้ย คือผ่านอะไรมาเยอะมาก ไม่รู้จะชมอะไรละ มีคนชมเยอะแล้ว อยากขอบคุณที่ผ่านเรื่องราวด้วยกันมา บางทีอาจจะไม่มีใครรู้แต่เราก็ผ่านด้วยกันมา ขอบคุณมากๆ ที่อยู่ด้วยกัน
หยิ่น:รู้สึกว่าเขาบาลานซ์ชีวิตได้ดีขึ้นเยอะถ้าเทียบกับแรกๆ ถ้าพี่สังเกตที่เรานั่งคุยเขาเป็นคนมีความคิดเป็นของตัวเองสูงเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นนั้น พอมันเป็นแบบนี้พอดีมันสุดกราฟไปหน่อยจะทำให้ความสุขมันเหลือเล็กลงช่วงแรกๆ เขาเป็นแบบนี้แต่ตอนนี้เขาบาลานซ์ให้ที่สุดกราฟมันเริ่มมาอยู่กลางๆ ตรงกลางคือ 50 เขาอาจจะ 60-65 บาลานซ์ทุกอย่างให้ดีขึ้น เขาปรับ Mindset ได้ ตั้งแต่ทำคลิปปั้นหม้อสัมผัสได้ว่าเขาทำงานได้แฮปปี้ขึ้น ไม่กดดันอะไรกับตัวเองขนาดนั้น ก็ดีใจที่เขาดูมีความสุข💞

#หยิ่นอานันท์ #วอร์วนรัตน์
สำหรับ หยิ่น วอร์ อย่างล่าสุดกับรายการ เมาท์มอยกับพลอยหอ ก็ให้เห็นความเป็นตัวตนธรรมชาติที่ไม่
ปรุงแต่งที่เข้ากันได้อย่างลงตัวจนอยู่ด้วยกันมาจะเข้าปีที่ 7 แล้ว
แต่หยิ่นบอก เข้าใจได้พี่ ผมผ่านช่วงเวลานั้นมาประมาณนึง ระบบสุริยะ โลกกลมโลกแบน อะไรแบบนี้มาหมด ฟีลเข้าใจเนเจอร์ของแฟ-มาก

มาถึงก็ให้หยิ่นแนะนำหน่อยว่าตัวเองเป็นคนมี activities แบบไหน ชอบทำอะไร
เจ้าตัวบอก แล้วแต่ช่วงและจังหวะเวลา ชอบไปเที่ยวดูวิว ขับรถ แต่มีเวลาเยอะหน่อยไปค้างได้ก็หาเพื่อน วันว่างๆ ไม่มีไรทำก็ยิงปืน

และมาร่วมงานกันได้ยังไง
วอร์:8 ปีที่แล้ว ทำงานด้วยกัน คือมีค่าย อยู่ค่ายเดียวกัน ทำซีรีส์ เลยมาเจอกัน ก็ถูกทาบทามตั้งแต่ใกล้จบมหาลัย จบมาก็ไม่ได้ทำงานตรงสาย
หยิ่น:ส่วนเราไม่ได้ทำอะไรเลย ยืนแจกโบรชัวร์ open house อยู่มหาลัย
ช่วงนั้นน้องๆ มาถ่ายรูป พอออกไปทางเน็ต ผจก.น่าจะเป็นช่วงสกรีนเด็กอยู่แล้ว ไปเตะตาก็เลยติดต่อดู
บวกกับตอนนั้นมีเดือนคณะมาโม้ให้ฟังว่า ลงรูปนะได้ 500 บาท รีวิวสินค้า เราก็แบบไม่จริงอะ แต่พี่ผจก. (ปัจจุบัน) ก็ติดต่อมาว่าสนใจทำงานกับพี่ไหม พี่ทำเกี่ยวกับรีวิว เราก็แบบเฮ้ยมีจริงwa ก็แบบลองดูละกัน แล้วเขาก็แจกงานให้ 1 โพสต์ ได้พันนึง แล้วก็มีโปรเจกต์ชวนทำซีรีส์ ก็ไหลมาจนทุกวันนี้

ตอนเจอกันครั้งแรกเป็นยังไง?
วอร์:ช่วงนั้นเขาจะตึงมาก เป็นคนเขินแบบไม่รู้เขา เขิน นิ่ง หรือต้องการสมาธิ แต่เขาก็มีพูดแบบนิ่งๆ ว่า อันนี้เราถ่ายกันแล้วใช่ไหม
หยิ่น: โดยเนเจอร์ผมเป็นคนประหยัดพลังงาน
พลอย: จากวันแรกจนวันนี้คิดว่าตัวเองเปลี่ยนไปแค่ไหน?
หยิ่น:แรกๆ พยายามวางตัวให้ไนซ์และนิ่งมากๆ แต่ตอนนี้รู้สึกว่าเป็นตัวเอง ไม่ได้ซีเรียสขนาดนั้น ใครจะมองยังไงก็เรื่องของเขา เราไม่ระรานใครละกัน จอยขึ้น ดูชิลล์ขึ้น ก็เลยเป็นตัวเองในอีกแบบนึง เริ่มรู้สึกเกินคำว่าแฮปปี้ ปล่อยจอยเกินไป แต่แฟนๆ เขาก็ชอบแบบนี้
วอร์:แรกๆ เป็นคนย้ำคิดย้ำทำมาก ว่าทำไมตอนนั้นทำได้ไม่ดีพอ จนตอนนี้เริ่มเข้าใจแล้วว่า ทุกๆ งานต่อให้เราจะตั้งใจแค่ไหน จะไม่มีวัน 10/10 มันจะเป็น 9.9 จะมีข้อผิดพลาดให้เราแก้ไปเรื่อยๆ มันก็แค่ปรับแค่ว่าเราไม่ต้องคิดตรงนั้น แค่รู้ว่าเราทำเต็มที่แล้วปล่อยตัดไปเลย

ส่วนเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนทำให้โตขึ้น
วอร์:เหตุการณ์ที่ทำให้ปล่อยวางได้คือตอนคอนเสิร์ต warism ที่ตีกลองจนไม้หัก ตอนนั้นร้องไห้เลย แต่พอมองย้อนกลับไปแต่นึกดูดีดี มาย้อนดูเราแก้สถานการณ์ทัน เราซ้อมมาจนรู้ด้วยซ้ำว่าลักษณะนี้ไม้มันกำลังจะหัก ก็ใช้ประสบการณ์ พอไม้หักก็เปลี่ยนไม้ รอจังหวะใหม่ค่อยตี จนทุกวันนี้จะพยายามหาข้อดีในเรื่องแย่ๆ มันต้องมีแน่ๆ ก็เลยรู้สึกว่าที่โตขึ้นก็ความคิดในเรื่องนี้
หยิ่น:เคยทะเลาะเรื่องทำงาน แล้วมาปรึกษา (วอร์) เพราะว่าผมไม่ยอม เขาก็บอกว่า เป็นกูนะ กูจะดูว่าทะเลาะกับใคร ถ้าเราทะเลาะกับคนที่ไม่ฟังเหตุผลกับเราอยู่แล้ว มันไม่เหตุผลอะไรที่ต้องไปเถียงสู้ ซึ่งในใจแล้วกูโต้แย้งไม่ได้หรือไง กูไม่ผิด แล้วผมก็พูดความจริงไปแล้วด้วย แล้วทำไมต้องมาโทษเรา แต่ถ้าเป็นความผิดเรา ก็พี่ผมขอโทษครับ แต่พอฟัง (วอร์) มาก็จริง มันไม่มีเหตุผล มันก็เลยทำให้เราชิลล์ขึ้นเยอะเลย สุดโต่งไปมันก็ไม่ดี

อย่างช่วงแรกๆ ที่เปิดใจคุยกันเมื่อสมัยเล่นซีรีส์เรื่องแรกแล้วมี 3 คู่ แต่คู่เราโดนคอมเมนต์ว่าไม่เซอร์วิสอะไรเลยระวังจะอยู่ในวงการไม่ได้นาน หยิ่นก็ทักมาปรึกษาว่าควรทำยังไงดี ซึ่งวอร์มองว่า มันดีมากๆ มันเหมือนเรื่องนี้ น้องยอมเปิดใจคุยกับเรา เลยบอกเราเป็นนักแสดงเราทำตามหน้าที่ที่ได้รับในบทบาทตรงนั้นให้เต็มที่ จบจากนั้นจะทำไรก็ทำเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่เลย เริ่มจากตรงนั้นรู้สึกน้องมันเปิดใจให้เรา เราก็เลยบอกทัศนคติที่นึกคิดไป ซึ่งมันดีมากๆ ไม่ได้เข้าหากันแค่เรื่องงาน มันไม่ควรจะสนิทกันเพื่อให้งานออกมาดี ไม่จำเป็นต้องสนิทกันทั้งในจอนอกจอเพื่อให้ออกมาดีมันไม่จำเป็นเลยงานคืองานทำแล้วจบ คุณอยากสนิทกับผมหรือไม่ก็เรื่องของคุณ เราโชคดีเลยที่เราสนิทกัน โดยที่มันไม่ใช่เพราะเรื่องงาน มันเป็นการคุยกัน แบบเราคุยกันจริงๆ เลย อันไหนกูไม่อยากทำ กูไม่ทำ กูไม่ทำอะไรอย่างเงี้ย มันก็สบายใจ เพราะว่ากูไม่ต้องทำอะไรอย่างงั้น คุณค่าในตัวเรามันมีอยู่ เราจะไม่ยอมทำอะไรที่มันไม่เป็นตัวเรา โชคดีมากๆ ที่คุยเรื่องนี้กันตั้งแต่แรก🤝

ฝั่งหยิ่นเองก็รู้สึกว่า ช่วงก่อนหน้านี้ ที่ทำงานตั้งแต่แรกๆ คู่จิ้นเยอะจังเลย เราต้องแข่งกับใครบ้าง นอกจากซีรีส์แล้วเราต้องวางตัวดีขนาดไหน คู่แข่งเยอะไปหมดเลย กังวล แต่ตอนนี้บอกตรงๆ ผมไม่แข่งกับใครเลย แล้วผมแฮปปี้มาก ใครทำดียินดีด้วยครับทุกท่าน ผมมีแฟนๆ ที่เชื่อมั่นที่รักในเราที่เป็นตัวเอง ผมว่า แฟนๆ ดีเอ็นเอชัดเจนอยู่แล้วว่าชอบใคร ของเราก็มีประมาณนึง เราทำซีรีส์ก็ทำให้เขาดู เพราะฉะนั้นมันก็เลยแฮปปี้ ตอนนี้โคตรแฮปปี้กับทุกๆ อย่างกว่าเดิมเยอะ ไม่เอาตัวเองไปแข่งกับใครหรือเอาตัวเองไปอยู่ในกระแส ถ้าทำงี้ไปเรื่อยๆ แล้วแฟนๆ แฮปปี้ก็โอเคแล้ว

อยู่ด้วยกันมาพักใหญ่ๆ แล้วถ้าให้มองอีกฝ่ายว่าเติบโตขึ้นเป็นเวอร์ชั่นที่ดีจากเดิมแค่ไหน
วอร์:เวอร์ชั่นที่ดีของเขารู้สึกว่าเขาตัดสินได้เองว่าในปัจจุบันนี้เขาพอใจหรือไม่พอใจมีความสุขแค่ไหน ก็รู้สึกว่าเค้าชิลล์ขึ้น สบายใจขึ้นผมก็ได้รับรู้ระดับนึงว่าในช่วงชีวิตนี้ในปัจจุบันเขามีความสุขแล้ว แต่ว่าเป้าหมายที่ยังอยากมีฝันอยากทำอะไรอยู่ก็น่าจะทำต่อไปด้วยความสุขแหละ ฝ่าฟันกันมาเพื่อความนิ่งขนาดเนี้ย คือผ่านอะไรมาเยอะมาก ไม่รู้จะชมอะไรละ มีคนชมเยอะแล้ว อยากขอบคุณที่ผ่านเรื่องราวด้วยกันมา บางทีอาจจะไม่มีใครรู้แต่เราก็ผ่านด้วยกันมา ขอบคุณมากๆ ที่อยู่ด้วยกัน
หยิ่น:รู้สึกว่าเขาบาลานซ์ชีวิตได้ดีขึ้นเยอะถ้าเทียบกับแรกๆ ถ้าพี่สังเกตที่เรานั่งคุยเขาเป็นคนมีความคิดเป็นของตัวเองสูงเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นนั้น พอมันเป็นแบบนี้พอดีมันสุดกราฟไปหน่อยจะทำให้ความสุขมันเหลือเล็กลงช่วงแรกๆ เขาเป็นแบบนี้แต่ตอนนี้เขาบาลานซ์ให้ที่สุดกราฟมันเริ่มมาอยู่กลางๆ ตรงกลางคือ 50 เขาอาจจะ 60-65 บาลานซ์ทุกอย่างให้ดีขึ้น เขาปรับ Mindset ได้ ตั้งแต่ทำคลิปปั้นหม้อสัมผัสได้ว่าเขาทำงานได้แฮปปี้ขึ้น ไม่กดดันอะไรกับตัวเองขนาดนั้น ก็ดีใจที่เขาดูมีความสุข💞

#หยิ่นอานันท์ #วอร์วนรัตน์
ขอบคุณภาพและคลิปจาก
@GoodDayPodcast @Bubuu_wp2139
แก้ไขล่าสุด 5 ส.ค. 69 07:15 |
เลขไอพี : ไม่แสดง
| ตั้งกระทู้โดย Windows 10
อ่านต่อ คุณอาจจะสนใจเนื้อหาเหล่านี้ (ความคิดเห็นกระทู้ อยู่ด้านล่าง)
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น
จะต้องเป็นสมาชิกจึงจะแสดงความคิดเห็นได้
เป็นสมาชิกอยู่แล้ว ลงชื่อเข้าใช้ระบบ
ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สมัครสมาชิกใหม่
หรือจะลงชื่อเข้าใช้ระบบด้วย Google หรือ Facebook ก็ได้
ลงชื่อเข้าใช้ระบบด้วย Facebook
ลงชื่อเข้าใช้ระบบด้วย Google
เป็นสมาชิกอยู่แล้ว ลงชื่อเข้าใช้ระบบ
ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สมัครสมาชิกใหม่
หรือจะลงชื่อเข้าใช้ระบบด้วย Google หรือ Facebook ก็ได้
ลงชื่อเข้าใช้ระบบด้วย Facebook
ลงชื่อเข้าใช้ระบบด้วย Google
