ไขปริศนาธารน้ำแข็ง ใต้ทวีปแอนตาร์กติกา
16 ส.ค. 69 12:59 น. /
ดู 2,093 ครั้ง /
3 ความเห็น /
0 ชอบจัง
/
แชร์
การบุกเบิกพื้นที่ที่ไม่เคยมีใครกล้าเหยียบย่างเข้าไปถือเป็นความท้าทายขั้นสุดของทีมนักสำรวจ โดยเรื่องราวความพีคนี้เริ่มต้นขึ้นที่บริเวณธารน้ำแข็ง Kamb Ice Stream ซึ่งตั้งอยู่ในฝั่งตะวันตกของทวีป Antarctica ห่างจากขั้วโลกใต้ทะลุ 800 กิโลเมตร พื้นที่ตรงนี้ถูกปกคลุมด้วยแผ่นน้ำแข็งที่หนาจัดถึง 700 เมตร ในอดีตบรรดานักวิทยาศาสตร์เคยใช้เรดาร์สแกนทะลุลงไปและตั้งข้อสังเกตว่าข้างใต้นั้นน่าจะมีระบบแม่น้ำซ่อนอยู่ แต่ก็ยังไม่มีใครเคยเห็นภาพของจริง จนกระทั่งในปี 2021 ทีมนักวิจัยจากประเทศ New Zealand ได้ตัดสินใจทำภารกิจสุดหินด้วยการเจาะอุโมงค์ลึกลงไปแล้วหย่อนกล้องลงไปสำรวจ ภาพที่ส่งกลับมาทำเอาทุกคนขนลุกซู่ เพราะสิ่งที่ซ่อนอยู่ที่ความลึก 500 เมตรนั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าที่จินตนาการเอาไว้มาก กล้องได้เผยให้เห็นโพรงถ้ำขนาดมโหฬารที่ถูกกระแสน้ำใต้ธารน้ำแข็งกัดเซาะจนมีรูปทรงคล้ายกับวิหารน้ำแข็งที่ถูกสร้างขึ้นอย่างวิจิตรตระการตา โพรงถ้ำแห่งนี้มีความสูงเทียบเท่ากับตึก Empire State และมีความยาวทอดตัวออกไปอย่างน้อย 10 กิโลเมตร ถือเป็นหน้าต่างบานแรกที่เปิดให้เราได้เห็นเครือข่ายแม่น้ำและทะเลสาบใต้พิภพที่ซ่อนตัวอยู่เงียบๆ มานานแสนนาน
เครือข่ายแม่น้ำและทะเลสาบใต้น้ำแข็งที่ถูกปิดตาย
ความน่าทึ่งของธรรมชาติไม่ได้หยุดอยู่แค่อุโมงค์น้ำแข็งเพียงแค่ 1 แห่ง เพราะแท้จริงแล้วพื้นที่ด้านล่างของทวีปนี้ถูกหล่อเลี้ยงด้วยเครือข่ายสายน้ำที่ซับซ้อนขั้นสุด ก่อนหน้านี้วงการวิชาการมีทฤษฎีที่เชื่อกันว่าใต้แผ่นน้ำแข็งของทวีป Antarctica มีชั้นน้ำบางๆ ไหลเวียนอยู่ น้ำเหล่านี้เกิดจากความร้อนใต้พิภพที่แผ่ซ่านขึ้นมาจากแกนโลก ทำให้ก้อนน้ำแข็งด้านล่างสุดค่อยๆ ละลายอย่างช้าๆ เพียงแค่ไม่กี่มิลลิเมตรต่อ 1 ปี แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2007 เมื่อนักวิทยาศาตร์ที่ชื่อ Helen Amanda Fricker ได้ออกมารายงานหลักฐานชิ้นสำคัญว่าน้ำที่ละลายเหล่านี้ได้ไหลไปรวมตัวกันจนกลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ใต้ธารน้ำแข็ง แถมยังสามารถไหลทะลักจากทะเลสาบ 1 ไปสู่อีกทะเลสาบ 1 ได้อย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ข้อมูลระดับเทพเหล่านี้ไม่ได้มาจากการนั่งเทียนเดา แต่ได้มาจากดาวเทียม Ice ขององค์การ NASA ที่คอยตรวจวัดระดับความสูงของผิวน้ำแข็งอย่างแม่นยำ ซึ่งในเวลาต่อมาทีมวิจัยของ Fricker รวมถึงทีมสำรวจอื่นๆ ได้ร่วมกันค้นพบทะเลสาบใต้น้ำแข็งเหล่านี้มากกว่า 350 แห่งกระจายตัวอยู่ทั่วทั้งทวีป นี่คือหลักฐานชั้นดีที่ยืนยันว่าใต้ความหนาวเหน็บนี้มีสายน้ำที่เต้นรำอยู่ตลอดเวลาและไม่เคยหยุดนิ่งเลยแม้แต่วินาทีเดียว
สิ่งมีชีวิตเร้นลับในความมืดมิดสุดขั้ว
หากพูดถึงสถานที่ที่อยู่ลึกลงไป 500 เมตรแถมยังห่างจากมหาสมุทรที่โดนแสงแดดถึง 500 กิโลเมตร หลายคนคงฟันธงว่ามันต้องเป็นดินแดนที่ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตอย่างแน่นอน แต่นั่นคือความคิดที่ผิดถนัด เพราะอีก 1 สิ่งที่ทำให้ทีมสำรวจต้องช็อกแบบสุดขีดคือการพบเจอสัตว์น้ำแหวกว่ายอยู่ก้นถ้ำ ภาพจากกล้องแสดงให้เห็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่มีรูปร่างคล้ายผึ้งสีส้มกำลังว่ายน้ำไปมาอย่างเริงร่า ซึ่งในเวลาต่อมานักวิทยาศาสตร์ระบุว่าพวกมันคือ แอมฟิพอด หรือสัตว์จำพวกกุ้งทะเลชนิด 1 ความน่าประหลาดใจอยู่ตรงที่ตามปกติแล้วในทะเลสาบใต้น้ำแข็งอย่าง Whillans เรามักจะพบแค่สิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วประเภทจุลินทรีย์เท่านั้นที่เอาชีวิตรอดได้ แต่การพบเจอสัตว์ที่มีโครงสร้างซับซ้อนในสภาพแวดล้อมที่มืดสนิทและถูกตัดขาดจากการสังเคราะห์แสงถือเป็นปรากฏการณ์ที่ท้าทายกฎเกณฑ์ทางชีววิทยาขั้นสุด คำถามที่สร้างความมึนงงให้กับวงการวิทยาศาสตร์คือพวกสัตว์ตัวน้อยเหล่านี้หาอะไรกินประทังชีวิตในโลกที่ไร้แสงตะวันแบบนี้
กลไกการเอาชีวิตรอดและระบบนิเวศใต้พิภพ
เคล็ดลับของการมีชีวิตรอดในดินแดนที่ดูเหมือนขุมนรกแช่แข็งแห่งนี้ถูกไขกระจ่างโดยนักนิเวศวิทยาจุลินทรีย์หัวใสอย่าง John Priscu เขาได้เสนอแนวคิดที่ฟังดูสมเหตุสมผลมากว่า แหล่งอาหารหลักของพวกสัตว์ใต้ถ้ำเหล่านี้คือโคลนตะกอนที่เกาะตัวอยู่ตรงฐานของธารน้ำแข็ง ตะกอนพวกนี้ไม่ใช่อะไรที่ไหน แต่มันคือแหล่งรวมสารอินทรีย์ที่อัดแน่นไปด้วยซากพืชและแพลงก์ตอนที่ทับถมกันมานานถึง 1000000 ปี เมื่อฐานของธารน้ำแข็งเริ่มละลาย สารอาหารที่ถูกแช่แข็งไว้ก็หลุดลอยออกมากลายเป็นบุฟเฟต์มื้อหรูให้กับเหล่าแบคทีเรียและกุ้งสีส้ม นอกจากนี้แม่น้ำใต้ธารน้ำแข็งยังรับบทบาทเป็นเหมือนพนักงานส่งอาหาร คอยพัดพาสารอาหารจากตะกอนที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินให้ไหลมาเสิร์ฟถึงปากถ้ำ ข้อมูลนี้สอดคล้องกับการลงพื้นที่สำรวจที่ทะเลสาบใต้น้ำแข็ง Whillans ที่พบว่าน้ำในนั้นอุดมไปด้วยแร่ธาตุเหล็ก แอมโมเนียม และสารอินทรีย์แบบจัดเต็ม ในทางกลับกันหากไปเจาะสำรวจในพื้นที่ที่ไม่มีแม่น้ำไหลผ่าน บริเวณนั้นจะกลายสภาพเป็นทะเลทรายใต้น้ำที่แห้งแล้งและแทบไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ อาศัยอยู่เลย นี่จึงเป็นเครื่องยืนยันชั้นเลิศว่าสารอาหารที่หลุดรอดมาจากใต้ธารน้ำแข็งคือหัวใจสำคัญที่หล่อเลี้ยงระบบนิเวศในโลกอันมืดมิดนี้ให้คงอยู่ได้
หายนภัยจากการละลายที่มองไม่เห็น
กระบวนการเกิดโพรงถ้ำน้ำแข็งขนาดมหึมาที่พบเจอไม่ได้อุบัติขึ้นเพียงแค่ชั่วข้ามคืนเดียว แต่เป็นผลพวงมาจากกลไกทางธรรมชาติที่ค่อยๆ กลืนกินแผ่นน้ำแข็งอย่างเงียบเชียบ จากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมย้อนหลังไป 35 ปี นักวิจัยพบว่าโพรงถ้ำเหล่านี้เริ่มก่อตัวขึ้นบริเวณปากแม่น้ำที่ไหลลงสู่มหาสมุทร ก่อนที่จะค่อยๆ ขยายขนาดลึกเข้าไปในแผ่นดิน ทฤษฎีที่กางออกมาอธิบายว่าความปั่นป่วนของกระแสน้ำจืดที่พุ่งทะลักลงสู่ทะเลได้ไปตีเข้ากับชั้นน้ำจืดที่เย็นกว่า ซึ่งตามปกติแล้วชั้นน้ำเย็นนี้จะทำหน้าที่เป็นเหมือนเกราะป้องกันไม่ให้ความร้อนจากมหาสมุทรเข้ามาแตะต้องน้ำแข็งด้านในได้ แต่เมื่อเกราะนี้ถูกทำลาย น้ำทะเลที่อุ่นกว่าจึงฉวยโอกาสแทรกซึมเข้าไปสัมผัสกับน้ำแข็งโดยตรง ส่งผลให้เกิดการละลายอย่างรุนแรงตรงบริเวณปากแม่น้ำ การละลายนี้จะค่อยๆ รุกคืบและเจาะลึกเข้าไปในแผ่นน้ำแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา ข้อมูลสถิติที่น่าตกใจคืออัตราการละลายในพื้นที่นี้พุ่งทะยานสูงถึง 35 เมตรต่อ 1 ปี ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่กระฉูดมากกว่าอัตราการละลายในพื้นที่ที่อยู่ห่างออกไปทางตะวันตกเฉียงใต้ 50 กิโลเมตรถึง 135 เท่า สาเหตุหลักเป็นเพราะความปั่นป่วนของกระแสน้ำทำให้เกิดการถ่ายเทความร้อนเข้าสู่น้ำแข็งได้อย่างมีประสิทธิภาพจนน้ำแข็งต้านทานไม่ไหว
ประวัติศาสตร์น้ำท่วมใหญ่และแม่น้ำโบราณ
ร่องรอยของอดีตกาลที่ถูกฝังลึกอยู่ใต้ดินโคลนสามารถบอกเล่าเรื่องราวความเกรี้ยวกราดของธรรมชาติได้ดีกว่าสิ่งใด ปริมาณน้ำที่ไหลเวียนอยู่ในปัจจุบันอาจจะดูจิ๊บจ๊อยเกินกว่าที่จะสามารถเจาะโพรงถ้ำขนาดยักษ์แบบนี้ได้ แต่หลักฐานชิ้นโบแดงกลับซ่อนอยู่ในชั้นตะกอนที่พื้นถ้ำ ทีมสำรวจพบว่ามีชั้นของกรวดหยาบสลับกับโคลนเนื้อละเอียดทับถมกันอยู่ ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ชัดเจนว่าในอดีตเคยเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ใต้ธารน้ำแข็งแบบเฉียบพลันมาแล้วหลายต่อหลายระลอก อัตราการไหลของน้ำในยุคนั้นอาจจะรุนแรงและเชี่ยวกรากมากกว่าปัจจุบันตั้งแต่ 100 ไปจนถึง 1000 เท่า ข้อมูลนี้ไม่ได้พูดขึ้นมาลอยๆ แต่บังเอิญไปสอดคล้องกับภาพจากดาวเทียมที่เคยตรวจจับเหตุการณ์ที่ทะเลสาบใต้น้ำแข็งเกิดการยุบตัวลงอย่างฉับพลันในปี 2013 ยิ่งไปกว่านั้นการใช้เรดาร์เทคโนโลยีสูงสแกนพื้นที่ยังทำให้ค้นพบระบบแม่น้ำขนาดใหญ่อีกหลาย 10 สาย บางสายมีพื้นที่กว้างใหญ่อลังการกว่าประเทศฝรั่งเศสและเยอรมนีนำมารวมกันเสียอีก แถมยังมีการค้นพบร่องแม่น้ำโบราณที่ถูกซุกซ่อนอยู่ใต้ผืนน้ำแข็งมานานเกือบ 30000000 ปี ทอดตัวยาวเหยียดถึง 3500 กิโลเมตรเลียบไปตามชายฝั่งของทวีปฝั่งตะวันออก ผู้เชี่ยวชาญระดับหัวกะทิเชื่อกันว่าพื้นที่ที่ถูกกัดเซาะเหล่านี้ก่อตัวขึ้นในช่วงเวลา 80000000 ถึง 34000000 ปีก่อน ซึ่งเป็นยุคสมัยที่แผ่นน้ำแข็งยังไม่ได้ก่อตัวครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด ร่องรอยโบราณเหล่านี้ล้วนเป็นฟันเฟืองสำคัญที่มีผลกระทบอย่างแรงต่อการเคลื่อนที่ของธารน้ำแข็งในโลกยุคปัจจุบัน
ผลกระทบระดับโลกที่ทุกคนต้องจับตามอง
เรื่องราวความเปลี่ยนแปลงแบบพลิกกระดานใต้ผืนน้ำแข็งนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องสนุกของนักวิทยาศาสตร์ที่รักการผจญภัย แต่มันคือสัญญาณเตือนภัยระดับเรดอเลิร์ตที่ส่งผลกระทบถึงมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ การค้นพบเครือข่ายแม่น้ำใต้พิภพได้เปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อพฤติกรรมของแผ่นน้ำแข็งไปแบบกู่ไม่กลับ นักธารน้ำแข็งวิทยาชื่อดังอย่าง Martin Siegert จากสถาบัน Imperial College London ได้ให้ทรรศนะไว้อย่างน่าสนใจว่า เมื่อ 20 ปีก่อนตอนที่มีการค้นพบทะเลสาบใต้น้ำแข็งครั้งแรก ทุกคนต่างคิดว่ามันแยกตัวอยู่อย่างโดดเดี่ยวตัดขาดจากโลกภายนอก แต่ในเวลานี้เราตระหนักอย่างถ่องแท้แล้วว่าพวกมันคือระบบนิเวศที่เชื่อมต่อกันทั้งหมดด้วยเครือข่ายแม่น้ำขนาดมโหฬาร ความตึงเครียดอยู่ตรงที่ระบบแม่น้ำเหล่านี้กำลังทำหน้าที่เป็นเหมือนสารหล่อลื่นชั้นเลิศที่ฐานของแผ่นน้ำแข็ง ทำให้ก้อนน้ำแข็งไซส์ยักษ์สไลด์ตัวลงสู่ทะเลได้เร็วขึ้นเป็นทวีคูณ ในขณะเดียวกันน้ำจืดที่ไหลเวียนก็คอยกัดเซาะน้ำแข็งจากด้านล่าง ทำให้แผ่นน้ำแข็งสูญเสียมวลไปอย่างรวดเร็วแบบหยุดไม่อยู่
ข้อมูลเด็ดที่ทำเอาหลายคนต้องนั่งไม่ติดเก้าอี้คือ การคำนวณของ Martin Siegert ที่ระบุว่าถ้าน้ำแข็งในบริเวณที่มีระบบแม่น้ำนี้ไหลผ่านเกิดละลายลงสู่มหาสมุทรทั้งหมด มันจะสามารถผลักดันให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นได้ทะลุ 4.3 เมตร แม้ว่ากระบวนการนี้จะไม่ได้เกิดขึ้นตูมเดียวจบในชั่วข้ามคืน แต่มันก็ฉายภาพความสยองให้เห็นถึงความเสี่ยงระดับหายนะที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า การค้นพบสุดล้ำครั้งนี้มีความหมายอย่างมากต่อการตามติดพฤติกรรมของธารน้ำแข็งที่มีความเปราะบางสูงลิบลิ่วอย่างธารน้ำแข็ง Thwaites และธารน้ำแข็ง Pine Island ที่กำลังละลายและถอยร่นกลับเข้าไปในแผ่นดินด้วยสปีดที่น่าตกใจ หากธารน้ำแข็งเจ้าปัญหาเหล่านี้พังทลายลงเมื่อไหร่ มันอาจเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดความไม่เสถียรของแผ่นน้ำแข็งทั้งหมด นำไปสู่การยุบตัวของแผ่นน้ำแข็งทางฝั่งตะวันตกแบบโดมิโนในอีกไม่กี่ศตวรรษข้างหน้า แม้จะไม่มีใครสามารถระบุวันเวลาที่แน่ชัดได้ แต่โมเดลจำลองทางวิทยาศาสตร์เกือบทุกสำนักต่างฟันธงไปในทิศทางเดียวกันว่าธารน้ำแข็งเหล่านี้ตกอยู่ในความเสี่ยงขั้นวิกฤต การทำความเข้าใจกลไกสุดล้ำลึกของแม่น้ำใต้ธารน้ำแข็งจึงกลายเป็นกุญแจดอกสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้เราสามารถคาดการณ์อนาคตของระดับน้ำทะเลได้อย่างแม่นยำและช่วยให้มนุษยชาติเตรียมตัวรับแรงกระแทกได้ทันเวลา
การส่งทีมเจาะลึกทะลวงโลกใต้พิภพของทวีป Antarctica ทำให้มนุษย์เราต้องมานั่งรื้อตำราและปรับทัศนคติกันใหม่หมดตั้งแต่ต้น ทั้งในมิติของสภาพภูมิประเทศโบราณกาล การดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตในพื้นที่ที่ถูกปิดตายจากแสงตะวัน และเหนือสิ่งอื่นใดคือการรับรู้ความจริงที่ว่าเครือข่ายน้ำใต้น้ำแข็งเหล่านี้คือบอสใหญ่ที่คอยชี้เป็นชี้ตายเสถียรภาพของแผ่นน้ำแข็งทั้งหมด รวมถึงระดับน้ำทะเลที่จะพุ่งเข้าถล่มพื้นที่ชายฝั่งทั่วโลก การเปิดแฟ้มลับในครั้งนี้น่าจะเป็นการตีระฆังวงกว้างเพื่อให้มวลมนุษยชาติได้ตื่นตัวและวางแผนรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติที่นับวันจะมีแต่ทวีความดุดันและคาดเดาได้ยากมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
ขอขอบพระคุณแหล่งข้อมูลสุดตื่นตาตื่นใจจากลิงก์
https://www.youtube.com/watch?v=85z4sb5OCns
เป็นอย่างสูงที่นำเสนอเรื่องราวเปิดโลกกว้างให้เราได้รับชมกัน
ความน่าทึ่งของธรรมชาติไม่ได้หยุดอยู่แค่อุโมงค์น้ำแข็งเพียงแค่ 1 แห่ง เพราะแท้จริงแล้วพื้นที่ด้านล่างของทวีปนี้ถูกหล่อเลี้ยงด้วยเครือข่ายสายน้ำที่ซับซ้อนขั้นสุด ก่อนหน้านี้วงการวิชาการมีทฤษฎีที่เชื่อกันว่าใต้แผ่นน้ำแข็งของทวีป Antarctica มีชั้นน้ำบางๆ ไหลเวียนอยู่ น้ำเหล่านี้เกิดจากความร้อนใต้พิภพที่แผ่ซ่านขึ้นมาจากแกนโลก ทำให้ก้อนน้ำแข็งด้านล่างสุดค่อยๆ ละลายอย่างช้าๆ เพียงแค่ไม่กี่มิลลิเมตรต่อ 1 ปี แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2007 เมื่อนักวิทยาศาตร์ที่ชื่อ Helen Amanda Fricker ได้ออกมารายงานหลักฐานชิ้นสำคัญว่าน้ำที่ละลายเหล่านี้ได้ไหลไปรวมตัวกันจนกลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ใต้ธารน้ำแข็ง แถมยังสามารถไหลทะลักจากทะเลสาบ 1 ไปสู่อีกทะเลสาบ 1 ได้อย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ข้อมูลระดับเทพเหล่านี้ไม่ได้มาจากการนั่งเทียนเดา แต่ได้มาจากดาวเทียม Ice ขององค์การ NASA ที่คอยตรวจวัดระดับความสูงของผิวน้ำแข็งอย่างแม่นยำ ซึ่งในเวลาต่อมาทีมวิจัยของ Fricker รวมถึงทีมสำรวจอื่นๆ ได้ร่วมกันค้นพบทะเลสาบใต้น้ำแข็งเหล่านี้มากกว่า 350 แห่งกระจายตัวอยู่ทั่วทั้งทวีป นี่คือหลักฐานชั้นดีที่ยืนยันว่าใต้ความหนาวเหน็บนี้มีสายน้ำที่เต้นรำอยู่ตลอดเวลาและไม่เคยหยุดนิ่งเลยแม้แต่วินาทีเดียว
สิ่งมีชีวิตเร้นลับในความมืดมิดสุดขั้ว
หากพูดถึงสถานที่ที่อยู่ลึกลงไป 500 เมตรแถมยังห่างจากมหาสมุทรที่โดนแสงแดดถึง 500 กิโลเมตร หลายคนคงฟันธงว่ามันต้องเป็นดินแดนที่ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตอย่างแน่นอน แต่นั่นคือความคิดที่ผิดถนัด เพราะอีก 1 สิ่งที่ทำให้ทีมสำรวจต้องช็อกแบบสุดขีดคือการพบเจอสัตว์น้ำแหวกว่ายอยู่ก้นถ้ำ ภาพจากกล้องแสดงให้เห็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่มีรูปร่างคล้ายผึ้งสีส้มกำลังว่ายน้ำไปมาอย่างเริงร่า ซึ่งในเวลาต่อมานักวิทยาศาสตร์ระบุว่าพวกมันคือ แอมฟิพอด หรือสัตว์จำพวกกุ้งทะเลชนิด 1 ความน่าประหลาดใจอยู่ตรงที่ตามปกติแล้วในทะเลสาบใต้น้ำแข็งอย่าง Whillans เรามักจะพบแค่สิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วประเภทจุลินทรีย์เท่านั้นที่เอาชีวิตรอดได้ แต่การพบเจอสัตว์ที่มีโครงสร้างซับซ้อนในสภาพแวดล้อมที่มืดสนิทและถูกตัดขาดจากการสังเคราะห์แสงถือเป็นปรากฏการณ์ที่ท้าทายกฎเกณฑ์ทางชีววิทยาขั้นสุด คำถามที่สร้างความมึนงงให้กับวงการวิทยาศาสตร์คือพวกสัตว์ตัวน้อยเหล่านี้หาอะไรกินประทังชีวิตในโลกที่ไร้แสงตะวันแบบนี้
กลไกการเอาชีวิตรอดและระบบนิเวศใต้พิภพ
เคล็ดลับของการมีชีวิตรอดในดินแดนที่ดูเหมือนขุมนรกแช่แข็งแห่งนี้ถูกไขกระจ่างโดยนักนิเวศวิทยาจุลินทรีย์หัวใสอย่าง John Priscu เขาได้เสนอแนวคิดที่ฟังดูสมเหตุสมผลมากว่า แหล่งอาหารหลักของพวกสัตว์ใต้ถ้ำเหล่านี้คือโคลนตะกอนที่เกาะตัวอยู่ตรงฐานของธารน้ำแข็ง ตะกอนพวกนี้ไม่ใช่อะไรที่ไหน แต่มันคือแหล่งรวมสารอินทรีย์ที่อัดแน่นไปด้วยซากพืชและแพลงก์ตอนที่ทับถมกันมานานถึง 1000000 ปี เมื่อฐานของธารน้ำแข็งเริ่มละลาย สารอาหารที่ถูกแช่แข็งไว้ก็หลุดลอยออกมากลายเป็นบุฟเฟต์มื้อหรูให้กับเหล่าแบคทีเรียและกุ้งสีส้ม นอกจากนี้แม่น้ำใต้ธารน้ำแข็งยังรับบทบาทเป็นเหมือนพนักงานส่งอาหาร คอยพัดพาสารอาหารจากตะกอนที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินให้ไหลมาเสิร์ฟถึงปากถ้ำ ข้อมูลนี้สอดคล้องกับการลงพื้นที่สำรวจที่ทะเลสาบใต้น้ำแข็ง Whillans ที่พบว่าน้ำในนั้นอุดมไปด้วยแร่ธาตุเหล็ก แอมโมเนียม และสารอินทรีย์แบบจัดเต็ม ในทางกลับกันหากไปเจาะสำรวจในพื้นที่ที่ไม่มีแม่น้ำไหลผ่าน บริเวณนั้นจะกลายสภาพเป็นทะเลทรายใต้น้ำที่แห้งแล้งและแทบไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ อาศัยอยู่เลย นี่จึงเป็นเครื่องยืนยันชั้นเลิศว่าสารอาหารที่หลุดรอดมาจากใต้ธารน้ำแข็งคือหัวใจสำคัญที่หล่อเลี้ยงระบบนิเวศในโลกอันมืดมิดนี้ให้คงอยู่ได้
หายนภัยจากการละลายที่มองไม่เห็น
กระบวนการเกิดโพรงถ้ำน้ำแข็งขนาดมหึมาที่พบเจอไม่ได้อุบัติขึ้นเพียงแค่ชั่วข้ามคืนเดียว แต่เป็นผลพวงมาจากกลไกทางธรรมชาติที่ค่อยๆ กลืนกินแผ่นน้ำแข็งอย่างเงียบเชียบ จากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมย้อนหลังไป 35 ปี นักวิจัยพบว่าโพรงถ้ำเหล่านี้เริ่มก่อตัวขึ้นบริเวณปากแม่น้ำที่ไหลลงสู่มหาสมุทร ก่อนที่จะค่อยๆ ขยายขนาดลึกเข้าไปในแผ่นดิน ทฤษฎีที่กางออกมาอธิบายว่าความปั่นป่วนของกระแสน้ำจืดที่พุ่งทะลักลงสู่ทะเลได้ไปตีเข้ากับชั้นน้ำจืดที่เย็นกว่า ซึ่งตามปกติแล้วชั้นน้ำเย็นนี้จะทำหน้าที่เป็นเหมือนเกราะป้องกันไม่ให้ความร้อนจากมหาสมุทรเข้ามาแตะต้องน้ำแข็งด้านในได้ แต่เมื่อเกราะนี้ถูกทำลาย น้ำทะเลที่อุ่นกว่าจึงฉวยโอกาสแทรกซึมเข้าไปสัมผัสกับน้ำแข็งโดยตรง ส่งผลให้เกิดการละลายอย่างรุนแรงตรงบริเวณปากแม่น้ำ การละลายนี้จะค่อยๆ รุกคืบและเจาะลึกเข้าไปในแผ่นน้ำแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา ข้อมูลสถิติที่น่าตกใจคืออัตราการละลายในพื้นที่นี้พุ่งทะยานสูงถึง 35 เมตรต่อ 1 ปี ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่กระฉูดมากกว่าอัตราการละลายในพื้นที่ที่อยู่ห่างออกไปทางตะวันตกเฉียงใต้ 50 กิโลเมตรถึง 135 เท่า สาเหตุหลักเป็นเพราะความปั่นป่วนของกระแสน้ำทำให้เกิดการถ่ายเทความร้อนเข้าสู่น้ำแข็งได้อย่างมีประสิทธิภาพจนน้ำแข็งต้านทานไม่ไหว
ประวัติศาสตร์น้ำท่วมใหญ่และแม่น้ำโบราณ
ร่องรอยของอดีตกาลที่ถูกฝังลึกอยู่ใต้ดินโคลนสามารถบอกเล่าเรื่องราวความเกรี้ยวกราดของธรรมชาติได้ดีกว่าสิ่งใด ปริมาณน้ำที่ไหลเวียนอยู่ในปัจจุบันอาจจะดูจิ๊บจ๊อยเกินกว่าที่จะสามารถเจาะโพรงถ้ำขนาดยักษ์แบบนี้ได้ แต่หลักฐานชิ้นโบแดงกลับซ่อนอยู่ในชั้นตะกอนที่พื้นถ้ำ ทีมสำรวจพบว่ามีชั้นของกรวดหยาบสลับกับโคลนเนื้อละเอียดทับถมกันอยู่ ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ชัดเจนว่าในอดีตเคยเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ใต้ธารน้ำแข็งแบบเฉียบพลันมาแล้วหลายต่อหลายระลอก อัตราการไหลของน้ำในยุคนั้นอาจจะรุนแรงและเชี่ยวกรากมากกว่าปัจจุบันตั้งแต่ 100 ไปจนถึง 1000 เท่า ข้อมูลนี้ไม่ได้พูดขึ้นมาลอยๆ แต่บังเอิญไปสอดคล้องกับภาพจากดาวเทียมที่เคยตรวจจับเหตุการณ์ที่ทะเลสาบใต้น้ำแข็งเกิดการยุบตัวลงอย่างฉับพลันในปี 2013 ยิ่งไปกว่านั้นการใช้เรดาร์เทคโนโลยีสูงสแกนพื้นที่ยังทำให้ค้นพบระบบแม่น้ำขนาดใหญ่อีกหลาย 10 สาย บางสายมีพื้นที่กว้างใหญ่อลังการกว่าประเทศฝรั่งเศสและเยอรมนีนำมารวมกันเสียอีก แถมยังมีการค้นพบร่องแม่น้ำโบราณที่ถูกซุกซ่อนอยู่ใต้ผืนน้ำแข็งมานานเกือบ 30000000 ปี ทอดตัวยาวเหยียดถึง 3500 กิโลเมตรเลียบไปตามชายฝั่งของทวีปฝั่งตะวันออก ผู้เชี่ยวชาญระดับหัวกะทิเชื่อกันว่าพื้นที่ที่ถูกกัดเซาะเหล่านี้ก่อตัวขึ้นในช่วงเวลา 80000000 ถึง 34000000 ปีก่อน ซึ่งเป็นยุคสมัยที่แผ่นน้ำแข็งยังไม่ได้ก่อตัวครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด ร่องรอยโบราณเหล่านี้ล้วนเป็นฟันเฟืองสำคัญที่มีผลกระทบอย่างแรงต่อการเคลื่อนที่ของธารน้ำแข็งในโลกยุคปัจจุบัน
ผลกระทบระดับโลกที่ทุกคนต้องจับตามอง
เรื่องราวความเปลี่ยนแปลงแบบพลิกกระดานใต้ผืนน้ำแข็งนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องสนุกของนักวิทยาศาสตร์ที่รักการผจญภัย แต่มันคือสัญญาณเตือนภัยระดับเรดอเลิร์ตที่ส่งผลกระทบถึงมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ การค้นพบเครือข่ายแม่น้ำใต้พิภพได้เปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อพฤติกรรมของแผ่นน้ำแข็งไปแบบกู่ไม่กลับ นักธารน้ำแข็งวิทยาชื่อดังอย่าง Martin Siegert จากสถาบัน Imperial College London ได้ให้ทรรศนะไว้อย่างน่าสนใจว่า เมื่อ 20 ปีก่อนตอนที่มีการค้นพบทะเลสาบใต้น้ำแข็งครั้งแรก ทุกคนต่างคิดว่ามันแยกตัวอยู่อย่างโดดเดี่ยวตัดขาดจากโลกภายนอก แต่ในเวลานี้เราตระหนักอย่างถ่องแท้แล้วว่าพวกมันคือระบบนิเวศที่เชื่อมต่อกันทั้งหมดด้วยเครือข่ายแม่น้ำขนาดมโหฬาร ความตึงเครียดอยู่ตรงที่ระบบแม่น้ำเหล่านี้กำลังทำหน้าที่เป็นเหมือนสารหล่อลื่นชั้นเลิศที่ฐานของแผ่นน้ำแข็ง ทำให้ก้อนน้ำแข็งไซส์ยักษ์สไลด์ตัวลงสู่ทะเลได้เร็วขึ้นเป็นทวีคูณ ในขณะเดียวกันน้ำจืดที่ไหลเวียนก็คอยกัดเซาะน้ำแข็งจากด้านล่าง ทำให้แผ่นน้ำแข็งสูญเสียมวลไปอย่างรวดเร็วแบบหยุดไม่อยู่
ข้อมูลเด็ดที่ทำเอาหลายคนต้องนั่งไม่ติดเก้าอี้คือ การคำนวณของ Martin Siegert ที่ระบุว่าถ้าน้ำแข็งในบริเวณที่มีระบบแม่น้ำนี้ไหลผ่านเกิดละลายลงสู่มหาสมุทรทั้งหมด มันจะสามารถผลักดันให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นได้ทะลุ 4.3 เมตร แม้ว่ากระบวนการนี้จะไม่ได้เกิดขึ้นตูมเดียวจบในชั่วข้ามคืน แต่มันก็ฉายภาพความสยองให้เห็นถึงความเสี่ยงระดับหายนะที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า การค้นพบสุดล้ำครั้งนี้มีความหมายอย่างมากต่อการตามติดพฤติกรรมของธารน้ำแข็งที่มีความเปราะบางสูงลิบลิ่วอย่างธารน้ำแข็ง Thwaites และธารน้ำแข็ง Pine Island ที่กำลังละลายและถอยร่นกลับเข้าไปในแผ่นดินด้วยสปีดที่น่าตกใจ หากธารน้ำแข็งเจ้าปัญหาเหล่านี้พังทลายลงเมื่อไหร่ มันอาจเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดความไม่เสถียรของแผ่นน้ำแข็งทั้งหมด นำไปสู่การยุบตัวของแผ่นน้ำแข็งทางฝั่งตะวันตกแบบโดมิโนในอีกไม่กี่ศตวรรษข้างหน้า แม้จะไม่มีใครสามารถระบุวันเวลาที่แน่ชัดได้ แต่โมเดลจำลองทางวิทยาศาสตร์เกือบทุกสำนักต่างฟันธงไปในทิศทางเดียวกันว่าธารน้ำแข็งเหล่านี้ตกอยู่ในความเสี่ยงขั้นวิกฤต การทำความเข้าใจกลไกสุดล้ำลึกของแม่น้ำใต้ธารน้ำแข็งจึงกลายเป็นกุญแจดอกสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้เราสามารถคาดการณ์อนาคตของระดับน้ำทะเลได้อย่างแม่นยำและช่วยให้มนุษยชาติเตรียมตัวรับแรงกระแทกได้ทันเวลา
การส่งทีมเจาะลึกทะลวงโลกใต้พิภพของทวีป Antarctica ทำให้มนุษย์เราต้องมานั่งรื้อตำราและปรับทัศนคติกันใหม่หมดตั้งแต่ต้น ทั้งในมิติของสภาพภูมิประเทศโบราณกาล การดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตในพื้นที่ที่ถูกปิดตายจากแสงตะวัน และเหนือสิ่งอื่นใดคือการรับรู้ความจริงที่ว่าเครือข่ายน้ำใต้น้ำแข็งเหล่านี้คือบอสใหญ่ที่คอยชี้เป็นชี้ตายเสถียรภาพของแผ่นน้ำแข็งทั้งหมด รวมถึงระดับน้ำทะเลที่จะพุ่งเข้าถล่มพื้นที่ชายฝั่งทั่วโลก การเปิดแฟ้มลับในครั้งนี้น่าจะเป็นการตีระฆังวงกว้างเพื่อให้มวลมนุษยชาติได้ตื่นตัวและวางแผนรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติที่นับวันจะมีแต่ทวีความดุดันและคาดเดาได้ยากมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
ขอขอบพระคุณแหล่งข้อมูลสุดตื่นตาตื่นใจจากลิงก์
https://www.youtube.com/watch?v=85z4sb5OCns
เป็นอย่างสูงที่นำเสนอเรื่องราวเปิดโลกกว้างให้เราได้รับชมกัน
แก้ไขล่าสุด 23 ส.ค. 69 10:51 |
เลขไอพี : ไม่แสดง
| ตั้งกระทู้โดย Windows 10
มุมสมาชิก กระทู้ล่าสุดโดย Tumweb.online
- เปิดหลักฐาน UFO ชุดใหม่ (เบ็ดเตล็ด)
- ค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท เริ่มปี 70 นโยบายใหม่สะเทือนวงการ (เบ็ดเตล็ด)
- ขยะพิษทะลัก 3 จังหวัด ของไทย สนอง need AEC และ EEC (เบ็ดเตล็ด)
- มีอะไรที่ขั้วโลกใต้ เปิดความลับดินแดนเยือกแข็ง Antarctica (เบ็ดเตล็ด)
- อีลอนออก X Money แข่งขันกับ PayPal และ Apple Pay โดยเฉพาะ (เทคโนโลยี)
- ทำไมยุคไดโนเสาร์ถึงเต็มไปด้วยสัตว์ขนาดยักษ์ (เบ็ดเตล็ด)
- กระทู้โดย Tumweb.online ทั้งหมด
แสดงกระทู้ล่าสุดโดยเปิด มุมสมาชิก และเลือกแสดงกระทู้ที่ตั้ง
อ่านต่อ คุณอาจจะสนใจเนื้อหาเหล่านี้ (ความคิดเห็นกระทู้ อยู่ด้านล่าง)
ความคิดเห็น
จะต้องเป็นสมาชิกจึงจะแสดงความคิดเห็นได้
เป็นสมาชิกอยู่แล้ว ลงชื่อเข้าใช้ระบบ
ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สมัครสมาชิกใหม่
หรือจะลงชื่อเข้าใช้ระบบด้วย Google หรือ Facebook ก็ได้
ลงชื่อเข้าใช้ระบบด้วย Facebook
ลงชื่อเข้าใช้ระบบด้วย Google
เป็นสมาชิกอยู่แล้ว ลงชื่อเข้าใช้ระบบ
ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สมัครสมาชิกใหม่
หรือจะลงชื่อเข้าใช้ระบบด้วย Google หรือ Facebook ก็ได้
ลงชื่อเข้าใช้ระบบด้วย Facebook
ลงชื่อเข้าใช้ระบบด้วย Google


