มีอะไรที่ขั้วโลกใต้ เปิดความลับดินแดนเยือกแข็ง Antarctica

16 ส.ค. 69 18:28 น. / ดู 2,150 ครั้ง / 1 ความเห็น / 0 ชอบจัง / แชร์
การก้าวเท้าเข้ามาในพื้นที่ ขั้วโลกใต้ ไม่ได้ง่ายเหมือนการจองตั๋วเครื่องบินไปเที่ยวต่างประเทศทั่วไป ความจริงที่น่าสนใจคือพื้นที่แห่งนี้เป็นทวีปเพียง 1 เดียวบนโลกที่ทุกประเทศเห็นพ้องต้องกันว่าห้ามใครหน้าไหนอ้างสิทธิ์เป็นเจ้าของโดยเด็ดขาด ย้อนกลับไปในยุคที่สถานการณ์โลกกำลังตึงเครียดช่วงปีคริสต์ศักราช 1959 ชาติมหาอำนาจ 12 ประเทศซึ่งรวมถึงสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตได้ตกลงจรดปากกาเซ็นสนธิสัญญา Antarctica ร่วมกัน กฎกติกาหลักคือห้ามตั้งฐานทัพทหาร ห้ามทดลองอาวุธ และที่สำคัญคือห้ามขุดเจาะหาทรัพยากรธรรมชาติทุกชนิด
กฎเหล็กเหนือจินตนาการ ห้ามทำสิ่งนี้เด็ดขาด
หากใครกำลังฝันหวานอยากไปเยือนแผ่นดินสีขาวแห่งนี้ ขอให้เตรียมตัวรับมือกับสารพัดกฎระเบียบที่เข้มงวดระดับสุดยอด การเดินทางไปที่นี่ต้องผ่านการกรอกเอกสารขออนุญาตที่ยาวเป็นหางว่าว อุปกรณ์ทุกชิ้นรวมถึงรองเท้าต้องผ่านกระบวนการฆ่าเชื้ออย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนที่จะได้เหยียบลงบนแผ่นดิน กฎข้อห้ามที่เด็ดขาดมากคือห้ามหยิบฉวยก้อนหินหรือดินกลับออกมาแม้แต่ 1 ชิ้น ถือเป็นการช็อตฟีลคนอยากเก็บของที่ระลึกไปเลย เพราะนักวิจัยและเจ้าหน้าที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการปนเปื้อนขั้นสุด และที่พีกไปกว่านั้นคือตั้งแต่ปี 1994 เป็นต้นมา มีการออกกฎหมายแบนสุนัขออกจากทวีปนี้อย่างเป็นทางการ สาเหตุไม่ใช่เพราะเกรงใจใคร แต่บรรดานักวิทยาศาสตร์กังวลว่าสุนัขอาจนำเชื้อโรคแปลกปลอมไปติดประชากรแมวน้ำเจ้าถิ่น ซึ่งในพื้นที่แห่งนี้สัตว์ป่ามีสิทธิพิเศษเหนือกว่าสัตว์เลี้ยงของมนุษย์แบบ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม
โลกคู่ขนานใต้แผ่นน้ำแข็ง ทะเลสาบ Vostok อันแปลกประหลาด
ความเร้นลับของแผ่นดินนี้ไม่ได้มีแค่บนผิวน้ำแข็ง เพราะลึกลงไปใต้พิภพที่ความหนา 3 กิโลเมตร มีทะเลสาบซ่อนอยู่มากกว่า 400 แห่ง น้ำในทะเลสาบเหล่านี้ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกและไม่เคยสัมผัสอากาศมานานกว่า 20000000 ปี ทะเลสาบที่ครองแชมป์ขนาดใหญ่ที่สุดมีชื่อว่า ทะเลสาบ Vostok ซึ่งซ่อนตัวอยู่ลึกลงไปถึง 3.5 กิโลเมตร มีขนาดใหญ่โตกว่าทะเลสาบชื่อดังหลายแห่งในทวีปอเมริกาเหนือเสียอีก ความน่าทึ่งคือแม้อากาศด้านบนจะหนาวจับขั้วหัวใจ แต่น้ำในทะเลสาบกลับไม่กลายเป็นน้ำแข็ง เนื่องจากได้รับแรงกดดันมหาศาลจากแผ่นน้ำแข็งที่ทับถมอยู่ด้านบน สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในระบบนิเวศปิดแห่งนี้ก็มีรูปร่างหน้าตาหลุดโลกตัวแม่ คุณจะได้พบกับปลาสายพันธุ์ประหลาดที่มีตัวใสแจ๋วข้ามขั้นไปจนมองเห็นอวัยวะภายในทะลุปรุโปร่ง เนื่องจากพวกมันไม่มีฮีโมโกลบินในเลือด แต่ใช้โปรตีนต้านทานความเย็นจัดแทน นอกจากนี้ยังมีแมงมุมทะเลขนาดมหึมาเท่าจานข้าวที่มีกรามแหลมคม รวมถึงหมึกสายพันธุ์ยักษ์ที่แหวกว่ายอยู่ในความมืดมิดใต้ทะเลลึก
น้ำตกสายเลือด Blood Falls และสิ่งมีชีวิตสุดอึด
เมื่อพูดถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ทำเอาขนลุกซู่ คงหนีไม่พ้นน้ำตกสีแดงฉานที่มีชื่อเรียกว่า Blood Falls น้ำตกสายนี้ไหลทะลักออกมาจากธารน้ำแข็ง Taylor ภาพที่เห็นดูคล้ายกับเลือดสดๆ ไหลอาบหน้าผาน้ำแข็ง แต่ความจริงแล้วมันคือน้ำเค็มจัดที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุเหล็กเข้มข้น เมื่อน้ำสายนี้ไหลออกมาปะทะกับออกซิเจนในอากาศจึงเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันจนกลายเป็นสีแดงสนิมจัดจ้านเหมือนสีเลือด สิ่งที่ทำให้แวดวงวิทยาศาสตร์ต้องตกตะลึงคือภายในน้ำสีแดงข้นนั้นมีจุลินทรีย์มีชีวิตอาศัยอยู่ สิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วเหล่านี้ดำรงเผ่าพันธุ์อยู่ในความมืดมิดมิดชิดมานานนับ 1000000 ปี โดยไม่ต้องพึ่งพาแสงแดดหรือออกซิเจนเลยแม้แต่น้อย ถือเป็นสุดยอดนักสู้แห่งสายพันธุ์ที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายได้อย่างน่ามหัศจรรย์และเป็นหัวข้อการวิจัยที่สำคัญมากในปัจจุบัน
ความหลอนที่วิทยาศาสตร์ตอบยาก เรื่องลี้ลับแห่งแดนใต้
ทิ้งเรื่องราวของธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตรูปร่างพิลึกพิลั่นเอาไว้ก่อน เพราะดินแดนใต้สุดของโลกแห่งนี้ยังมีเรื่องราวชวนขนหัวลุกที่ฝังรากลึกอยู่คู่กับประวัติศาสตร์การสำรวจ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับมนุษย์เรานี่แหละ หลายเหตุการณ์หาคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์มาหักล้างได้ยากเหลือเกิน กลายเป็นตำนานที่ถูกเล่าขานต่อกันมาในหมู่นักวิจัยและนักสำรวจที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บและความโดดเดี่ยวห่างไกลจากบ้านเกิดเมืองนอน

โศกนาฏกรรมเที่ยวบินและเสียงปริศนาที่ McMurdo Station
ย้อนเวลากลับไปในปี 1979 ได้เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อเที่ยวบินพาณิชย์ Air New Zealand เที่ยวบินที่ 901 ซึ่งนำพาผู้โดยสารบินโฉบชมทัศนียภาพอันงดงามของทวีปสีขาว ได้ประสบอุบัติเหตุพุ่งชนเข้ากับภูเขาไฟ Mount Erebus อย่างรุนแรงส่งผลให้ไม่มีผู้รอดชีวิตแม้แต่ 1 คน ร่างของผู้เคราะห์ร้ายถูกลำเลียงมาเก็บรักษาไว้ชั่วคราวที่สถานีวิจัย McMurdo Station และตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา เรื่องราวความลี้ลับก็เริ่มต้นขึ้น นักวิจัยหลายคนต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่ามักจะได้ยินเสียงฝีเท้าปริศนาย่ำไปมาในยามค่ำคืนที่เงียบสงัด บางรายถึงขั้นพบเห็นรอยเท้ามนุษย์ประทับอยู่บนหิมะทั้งที่บริเวณนั้นไม่มีใครเดินผ่าน หรือแม้กระทั่งความรู้สึกเย็นยะเยือกเหมือนมีสายตาของใครบางคนจ้องมองทะลุแผ่นหลังอยู่ตลอดเวลาจนทำให้หลายคนไม่กล้าเดินออกไปข้างนอกเพียง 1 คน

ตำนานนักสำรวจ Ernest Shackleton และแขกไม่ได้รับเชิญ
อีก 1 เรื่องราวที่โด่งดังไม่แพ้กันคือประสบการณ์ตรงของ Sir Edmund Hillary นักปีนเขาชื่อก้องโลกผู้พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์สำเร็จเป็นคนที่ 1 ของโลก ในช่วงเวลาที่เขาเดินทางไปเยือนกระท่อมไม้เก่าแก่ของ Ernest Shackleton นักสำรวจระดับตำนาน เขาได้สัมผัสถึงมวลพลังงานบางอย่างที่อัดแน่นอยู่ภายในกระท่อมหลังนั้น เป็นความรู้สึกที่รุนแรงและชัดเจนราวกับว่าจิตวิญญาณของเจ้าของกระท่อมยังคงสถิตอยู่และคอยทำหน้าที่ต้อนรับผู้มาเยือนทุกคนไม่ยอมจากไปไหน เรื่องเล่าเหล่านี้แม้จะพิสูจน์ไม่ได้ด้วยเครื่องมือทางเทคโนโลยีล้ำยุค แต่ก็ยังคงสร้างความหวาดหวั่นให้กับใครก็ตามที่ต้องก้าวเท้าเข้าไปในสถานที่แห่งความทรงจำเหล่านั้นและกลายเป็นเรื่องเล่าที่ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่น

รูปปั้นผู้นำ Lenin กลางพายุหิมะขาวโพลน
มาถึงเรื่องราวที่ทั้งเท่และชวนพิศวงไปพร้อมๆ กัน ในปี 2009 ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ตัดสินใจบุกเบิกเส้นทางไปยังพิกัดที่ถูกขนานนามว่า Pole of Inaccessibility ซึ่งเป็นจุดที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินและห่างไกลจากชายฝั่งทะเลมากที่สุดในทวีป เมื่อพวกเขาทำการขุดเจาะชั้นหิมะที่ทับถมกันหนาเตอะ สิ่งที่โผล่พ้นขึ้นมาปะทะสายตาคือรูปสลักใบหน้าของอดีตผู้นำโซเวียตอย่าง Lenin ที่จ้องมองกลับมา พื้นที่ตรงนั้นในอดีตเคยเป็นอดีตสถานีวิจัยของสหภาพโซเวียตที่ถูกทิ้งร้างปล่อยให้ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา จนกระทั่งพายุหิมะพัดพาความขาวโพลนมากลบฝังทุกสิ่งทุกอย่างจนมิดชิด เหลือเพียงแค่ยอดของรูปปั้นผู้นำที่ตั้งตระหง่านเป็นประจักษ์พยานชิ้นสุดท้าย ท่ามกลางความเวิ้งว้างว่างเปล่าสุดลูกหูลูกตา เป็นภาพที่สะท้อนถึงร่องรอยของมนุษย์ในดินแดนที่ไม่เคยยอมจำนนต่อใครและสร้างความประหลาดใจให้กับทีมสำรวจเป็นอย่างมาก
Preply ยูนิคอร์นด้านการเรียนภาษาและพลังแห่งความยืดหยุ่น
อยากไปสัมผัสความหนาวระดับโลกต้องทำอย่างไร
อ่านมาถึงบรรทัดนี้ เชื่อว่าหลายคนคงเริ่มมีอาการคันไม้คันมืออยากจะจัดกระเป๋าไปท้าทายความหนาวกันบ้างแล้ว ขอบอกเลยว่าคนธรรมดาแบบเราๆ ก็สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวได้เช่นกัน แต่เงื่อนไขและข้อกำหนดนั้นมีเยอะแยะมากมายยิ่งกว่าการทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์เสียอีก หากไม่เตรียมตัวศึกษาข้อมูลให้ดีรับรองว่ามีสิทธิ์กระเป๋าฉีกแบบไม่ทันตั้งตัวได้เลยทีเดียวเพราะค่าใช้จ่ายและกฎระเบียบที่นี่ค่อนข้างโหดหินเอาเรื่อง

ล่องเรือข้าม Drake Passage จาก Ushuaia
เส้นทางการเดินทางที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยวสายลุยคือการโดยสารเรือสำรวจขนาดใหญ่ โดยเริ่มต้นออกสตาร์ทจากท่าเรือในเมือง Ushuaia ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของประเทศ Argentina จากนั้นเรือจะต้องแล่นฝ่าเกลียวคลื่นข้ามช่องแคบ Drake Passage ซึ่งได้รับการขนานนามจากกะลาสีเรือทั่วโลกว่าเป็นน่านน้ำที่มีคลื่นลมแปรปรวนและรุนแรงที่สุดในโลก ผู้โดยสารจะต้องทนรับสภาพเรือโยกเอนไปมาอย่างหนักหน่วงเป็นเวลาถึง 2 ถึง 3 วันเต็มๆ กว่าที่สายตาจะได้มองเห็นแผ่นดินสีขาวที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า ถือเป็นการทดสอบความอดทนของร่างกายก่อนที่จะได้ไปสัมผัสความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ

ค่าใช้จ่ายและการเตรียมตัวที่ห้ามพลาด
สำหรับเรื่องงบประมาณในการเดินทางนั้นต้องขอบอกว่าเตรียมตัวจับกระเป๋าตังค์ให้แน่นๆ แพ็กเกจทัวร์เริ่มต้นสำหรับระยะเวลา 10 วันจะตกอยู่ที่ประมาณ 180000 ถึง 250000 บาทต่อ 1 คนเป็นอย่างต่ำ แต่ถ้าคุณเป็นสายลักชูรีที่ต้องการสัมผัสความหนาวแบบมีระดับขั้นสุด ก็มีแคมป์ที่พักระดับไฮเอนด์อย่าง White Desert ซึ่งให้บริการเต็นท์โดมสุดหรูตั้งตระหง่านอยู่กลางทวีป สนนราคาค่าใช้จ่ายจะพุ่งทะยานไปแตะที่ 11000 ดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยก็ตกราวๆ 4000000 บาทต่อ 1 คน เรียกว่ากำเงินก้อนนี้ไปซื้อรถสปอร์ตหรือบ้านเดี่ยวได้สบายๆ นอกเหนือจากเรื่องเงินที่ต้องหนาพอแล้ว ผู้เดินทางยังต้องดำเนินการยื่นเรื่องขออนุญาตล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน ต้องควักเงินซื้อประกันภัยครอบคลุมการกู้ภัยฉุกเฉินในวงเงินที่สูงลิ่ว และที่สำคัญคือต้องผ่านขั้นตอนการทำความสะอาดฆ่าเชื้ออุปกรณ์ทุกชิ้นอย่างเข้มงวด ช่วงเวลาทองที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้จะจำกัดอยู่แค่ช่วงเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนมีนาคมเท่านั้น ซึ่งตรงกับฤดูร้อนของที่นั่น ส่วนเวลาที่เหลืออีก 8 เดือนจะตกอยู่ในสภาวะหนาวจัดจนกระทั่งสัตว์ป่าหลายชนิดยังต้องอพยพหนีความหนาวเย็น
] รีวิวหนัง 3 Body Problem ตอนที่ 5 วันพิพากษา (ความเห็นส่วนตัว)
มุมมองของผมการทำ seo ยังไม่ตาย และยังสามารถต่อยอดไป AEO ได้อีกด้วย

ทำไมดินแดนแห่งนี้ถึงมีความสำคัญต่อมวลมนุษยชาติ
ดินแดนแห่งนี้ยังมีความน่าทึ่งอีก 1 อย่างคือเป็นจุดพิกัดเดียวบนโลกใบนี้ที่เส้นสมมติแบ่งเขตเวลาทุกเส้นบนแผนที่โลกเดินทางมาบรรจบรวมกัน หากคุณสามารถไปยืนโพสท่าอยู่ตรงจุดศูนย์กลางขั้วโลกได้แบบพอดิบพอดี นั่นหมายความว่าทุกเขตเวลาทั่วโลกกำลังดำเนินไปพร้อมกัน ณ วินาทีที่คุณยืนอยู่ตรงนั้น เป็นความมหัศจรรย์ทางภูมิศาสตร์ที่ฟังดูหลุดโลกแต่กลับมีทฤษฎีมารองรับได้อย่างชัดเจน ความเร้นลับของดินแดนสีขาวนี้ยังคงรอคอยให้มนุษย์เข้าไปไขปริศนาอีกมากมายนับไม่ถ้วนและเป็นสถานที่ที่ควรค่าแก่การไปเยือนสัก 1 ครั้งในชีวิตหากมีโอกาสและปัจจัยอำนวย
แก้ไขล่าสุด 6 ก.ย. 69 18:12 | เลขไอพี : ไม่แสดง | ตั้งกระทู้โดย Windows 10

อ่านต่อ คุณอาจจะสนใจเนื้อหาเหล่านี้ (ความคิดเห็นกระทู้ อยู่ด้านล่าง)

ความคิดเห็น

#1 | Yvonne | 26 ส.ค. 69 18:53 น.

ไอพี: ไม่แสดง | โดย Windows 10

แสดงความคิดเห็น

จะต้องเป็นสมาชิกจึงจะแสดงความคิดเห็นได้
เป็นสมาชิกอยู่แล้ว ลงชื่อเข้าใช้ระบบ
ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สมัครสมาชิกใหม่
หรือจะลงชื่อเข้าใช้ระบบด้วย Google หรือ Facebook ก็ได้
ลงชื่อเข้าใช้ระบบด้วย Facebook
ลงชื่อเข้าใช้ระบบด้วย Google