ขยะพิษทะลัก 3 จังหวัด ของไทย สนอง need AEC และ EEC

17 ส.ค. 69 16:37 น. / ดู 1,628 ครั้ง / 2 ความเห็น / 0 ชอบจัง / แชร์
ภาพความเจริญขั้นสุดของประเทศมักจะมาพร้อมกับราคาที่ต้องจ่ายเสมอ เมื่อเราพูดถึงพื้นที่ 3 จังหวัดหัวใจหลักทางเศรษฐกิจ ทุกคนคงนึกถึงภาพเม็ดเงินลงทุนมหาศาลและการเติบโตแบบก้าวกระโดด พื้นที่ตรงนี้ถือเป็นทำเลทองที่เชื่อมโยงกับกลุ่ม AEC อย่างเต็มรูปแบบ เป็นเหมือนหน้าตาของประเทศที่คอยดึงดูดนักธุรกิจจากทั่วทุกมุมโลกให้เข้ามาจับจองพื้นที่สร้างฐานการผลิต แต่ในขณะเดียวกันความปังปุริเย่ของการเป็นศูนย์กลางทางอุตสาหกรรม กลับทำให้พื้นที่เหล่านี้กลายเป็นจุดศูนย์รวมของการรับของเสียอันตรายจำนวนมหาศาลเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นกากสารเคมีจากกระบวนการผลิต
ไปจนถึงเศษซากอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ตกรุ่นหรือชำรุดเสียหาย สิ่งเหล่านี้ไหลทะลักเข้ามาในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ราวกับเป็นหลุมดำที่คอยดูดกลืนมลพิษจากทั่วทุกสารทิศ ปัญหาไม่ได้หยุดอยู่แค่ปริมาณที่เพิ่มสูงขึ้นทุกวัน แต่มันลุกลามไปถึงวิธีการจัดการที่บางครั้งก็แอบมีช่องโหว่ให้ผู้ประกอบการมักง่ายบางรายลักลอบนำไปทิ้งตามพื้นที่รกร้าง หรือซุกซ่อนไว้ตามโกดังลับตาคน ผลที่ตามมาคือสารเคมีอันตรายเหล่านี้ค่อยๆ ซึมลงสู่ผิวดิน ปนเปื้อนในแหล่งน้ำธรรมชาติ

และระเหยขึ้นสู่อากาศ กลายเป็นภัยเงียบที่ค่อยๆ บ่อนทำลายสุขภาพของชาวบ้านในละแวกนั้นแบบไม่รู้ตัว การเป็นฮับทางเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่จึงกลายเป็นดาบ 2 คมที่ทิ่มแทงคนในพื้นที่ให้ต้องทนทุกข์ทรมานกับสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลงทุกวัน การเติบโตทางรายได้อาจจะพุ่งทะยาน แต่ถ้าต้องแลกมาด้วยปอดที่พังและโรคร้ายที่ตามมา มันคุ้มค่ากันจริงๆ หรือนี่คือคำถามตัวโตๆ ที่ทุกคนในสังคมต้องหันมาตระหนักและร่วมกันหาคำตอบอย่างเร่งด่วน ก่อนที่พื้นที่ไข่แดงของประเทศจะกลายเป็นดินแดนอาบยาพิษที่ไม่มีใครกล้าเข้ามาอยู่อาศัยอีกต่อไป

Chaiwat Sathawornwichit เปิดประเด็นร้อนกลางสภา
ขยับเข้ามาดูจังหวะฟาดฟันกันในสภาผู้แทนราษฎรกันบ้าง งานนี้ตัวตึงอย่าง Chaiwat Sathawornwichit ได้ลุกขึ้นตั้งข้อสังเกตแบบตรงไปตรงมาชนิดที่ว่าคนฟังต้องสะดุ้ง ท่านได้โยนหินถามทางปนจี้จุดเอาเรื่องการจัดการของเสียอันตรายจากภาคอุตสาหกรรมที่ถูกทิ้งอย่างไม่ใยดีในพื้นที่เศรษฐกิจเหล่านี้ การอภิปรายครั้งนี้ถือเป็นการเปิดแผลใหญ่ที่หลายคนพยายามปกปิดมานาน ท่านได้ตั้งคำถามถึงแนวทางการบูรณาการเม็ดเงินลงทุนระหว่างกระทรวงสำคัญๆ อย่างกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ว่ามีแผนที่จะจับมือกันลุยแก้ปัญหานี้อย่างจริงจังแค่ไหน โดยเฉพาะการนำระบบติดตามแบบ real time เข้ามาใช้เพื่อตรวจสอบเส้นทางการขนย้ายกากอันตรายแบบวินาทีต่อวินาที ป้องกันการแอบนำไปทิ้งกลางทางหรือหลบเลี่ยงการกำจัดอย่างถูกวิธี รวมไปถึงการตรวจวัดมลพิษเชิงรุกในระดับพื้นที่ ที่ต้องทำอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่รอให้มีชาวบ้านไปร้องเรียนแล้วค่อยลงพื้นที่ไปตรวจสอบ ซึ่งมันมักจะสายเกินแก้ไปแล้ว การหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดกลางสภาถือเป็นการทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงแทนประชาชนได้อย่างเผ็ดร้อนและตรงจุด
เพราะตราบใดที่ยังไม่มีระบบการตรวจสอบที่รัดกุมและโปร่งใส ปัญหาการลักลอบทิ้งกากอันตรายก็จะเป็นเหมือนผีดิบที่ฆ่าไม่ตาย คอยตามหลอกหลอนคนในพื้นที่อยู่ร่ำไป การใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ามาช่วยในการมอนิเตอร์จึงเป็นทางออกที่ตอบโจทย์และเข้ากับยุคสมัยมากที่สุด เพื่อให้ทุกคนสามารถตรวจสอบข้อมูลได้แบบโปร่งใสและสร้างความมั่นใจให้กับคนในชุมชนว่าพวกเขาจะไม่ถูกทอดทิ้งให้เผชิญชะตากรรมอันเลวร้ายเพียงลำพัง

แผนรับมืออีก 3 ถึง 5 ปีข้างหน้าอยู่ไหน
ความระทึกยังไม่จบลงแค่นั้น เพราะประเด็นถัดมาที่ถูกงัดขึ้นมาสับแหลกคือวิสัยทัศน์ในอนาคตอันใกล้ เมื่อเขตเศรษฐกิจพิเศษอย่าง EEC มีแนวโน้มจะขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ในกรอบระยะเวลา 3 ถึง 5 ปีนับจากนี้ คำถามที่ตามมาติดๆ คือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการเตรียมความพร้อมรองรับคลื่นของเสียลูกใหม่ไว้แล้วหรือยัง การขยายตัวของอุตสาหกรรมหมายถึงปริมาณกากสารเคมีที่เพิ่มเป็นเงาตามตัว หากไม่มีการวางแผนล่วงหน้าที่รัดกุม
โครงสร้างพื้นฐานในการกำจัดของเสียที่มีอยู่เดิมย่อมไม่สามารถรองรับได้อย่างแน่นอน สิ่งที่ Chaiwat Sathawornwichit ต้องการเห็นคือแผนผังการทำงานที่ชัดเจน รวมถึงการจัดสรรเม็ดเงินเพื่อเพิ่มศักยภาพในการรับมือกับมลพิษสะสมในชุมชนที่อยู่ล้อมรอบนิคมอุตสาหกรรม ชาวบ้านเหล่านี้คือด่านหน้าที่ต้องรับแรงกระแทกเต็มๆ จากผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม พวกเขาต้องการหลักประกันว่าชีวิตความเป็นอยู่จะไม่แย่ลงไปกว่าเดิม การเรียกร้องขอดูเอกสารรายงานผลปริมาณกากอุตสาหกรรมอันตรายย้อนหลัง 5 ปี พร้อมเปรียบเทียบกับเป้าหมายที่เคยวางไว้ จึงเป็นเหมือนการขอตรวจการบ้านว่าที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐทำงานได้เข้าเป้าหรือไม่

หรือเป็นเพียงแค่การเขียนแผนสวยหรูลงบนแผ่นกระดาษแต่ในทางปฏิบัติกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า นอกจากนี้ยังมีการพุ่งเป้าไปที่แผนการใช้จ่ายงบประมาณของกลุ่ม 3 จังหวัดในปี 2570 ว่ามีการเชื่อมโยงกับแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่ เพราะอนาคตของชุมชนเหล่านี้แขวนอยู่บนเส้นด้าย หากไม่มีการเตรียมความพร้อมที่ดีพอ วิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างแน่นอน

ถอดรหัส Transboundary Pollution มลพิษข้ามแดนที่ต้องเฝ้าระวัง
สยองกันต่อกับคำศัพท์แสงที่ฟังดูอินเตอร์แต่แฝงไปด้วยอันตรายถึงชีวิต นั่นคือคำว่า Transboundary Pollution หรือปัญหาการปนเปื้อนข้ามพรมแดน เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเล่นๆ เพราะธรรมชาติไม่มีเส้นแบ่งเขตแดนเหมือนที่มนุษย์ขีดเส้นแบ่งบนแผนที่ เมื่อเกิดการปนเปื้อนในพื้นที่หนึ่ง ลมและกระแสน้ำสามารถพัดพาสารพิษเหล่านั้นให้กระจายออกไปสร้างความเดือดร้อนในพื้นที่ข้างเคียงได้อย่างง่ายดาย ที่ผ่านมาเราได้เห็นข่าวหน้า 1 กันอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลลงทะเลก้อนมหึมาที่ทำลายระบบนิเวศทางทะเลและกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างหนัก

หรือจะเป็นการลักลอบเก็บกากแคดเมียมซุกซ่อนไว้ในโกดังลับที่กลายเป็นระเบิดเวลาทางสุขภาพของชาวบ้าน ไหนจะเหตุการณ์ไฟไหม้โกดังเก็บของเสียอุตสาหกรรมที่พ่นควันพิษดำทะมึนลอยคลุ้งไปทั่วสารทิศ ทำให้ประชาชนต้องสูดดมอากาศที่มีค่ามลพิษพุ่งสูงปรี๊ดเกินมาตรฐานไปหลายเท่าตัว เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนเป็นบทเรียนราคาแพงที่ตอกย้ำให้เห็นถึงความน่ากลัวของมลพิษที่ไม่เคยเลือกปฏิบัติและพร้อมจะลุกลามขยายวงกว้างได้ทุกเมื่อ

การเตรียมแผนรับมือล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ปัญหาลุกลามกลายเป็นวิกฤตระดับภูมิภาค การทำงานแบบตั้งรับเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรับมือกับความรุนแรงของสถานการณ์ในยุคปัจจุบันได้อีกต่อไป ต้องมีการยกระดับมาตรการเฝ้าระวังให้เข้มงวดขั้นสุด มีการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาดเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างจังหวัดเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมกันหาทางออกที่ยั่งยืน เพราะท้ายที่สุดแล้ว หากปล่อยให้ปัญหาเหล่านี้เรื้อรังต่อไป ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะประเมินค่าไม่ได้เลยทีเดียว

ผู้ว่าฯ แจงยิบดึงงบท้องถิ่นสู้ศึกกากอุตสาหกรรม
หันมาฟังเสียงจากฝั่งผู้บริหารพื้นที่กันบ้าง เมื่อโดนจี้ถามกลางสภาขนาดนี้ ทางผู้ว่าราชการจังหวัดก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ลุกขึ้นชี้แจงแถลงไขแบบหมดเปลือกถึงแนวทางการบริหารจัดการเม็ดเงินที่จะนำมาใช้ควบคุมดูแลปัญหาเหล่านี้ ท่านยอมรับตามตรงว่าในปีนี้การขออนุมัติงบประมาณจากส่วนกลางเพื่อนำมาดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมโดยตรงนั้นเจออุปสรรคใหญ่ หลายโครงการที่ชงเรื่องขึ้นไปกลับไม่ผ่านการอนุมัติ ได้รับไฟเขียวมาแค่บางส่วนเท่านั้น ซึ่งอาจจะไม่ครอบคลุมการแก้ปัญหาแบบครบวงจร ทว่าทาง 3 จังหวัดก็ไม่ได้ยอมแพ้หรือนั่งรอคอยโชคชะตาแต่อย่างใด

เพราะยังมีไพ่เด็ดซ่อนอยู่นั่นคือการพึ่งพาศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่มีสถานะทางการคลังค่อนข้างแข็งแกร่งและมีกำลังทรัพย์เพียงพอที่จะเข้ามาอุ้มชูและขับเคลื่อนโครงการต่างๆ เพื่อปกป้องชุมชนของตนเอง แนวทางนับตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป จึงเป็นการเน้นบูรณาการความร่วมมือกันอย่างแนบแน่นระหว่างหน่วยงานท้องถิ่นและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

เพื่ออุดช่องโหว่ด้านงบประมาณและเดินหน้าลุยงานเฝ้าระวังมลพิษกันอย่างเต็มสูบ ส่วนเรื่องข้อมูลสถิติต่างๆ ย้อนหลัง 5 ปี รวมถึงแผนยุทธศาสตร์รองรับการเติบโตของ EEC ทางตัวแทนกลุ่มจังหวัดได้รับปากอย่างหนักแน่นกลางสภาว่าจะรีบจัดทำเอกสารรูปเล่มที่ครบถ้วนสมบูรณ์ส่งตรงถึงมือท่านประธานและคณะอนุกรรมการภายในเวลา 7 วัน เพื่อแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความจริงใจในการแก้ไขปัญหาที่หมักหมมมานาน ถือเป็นการตอบข้อซักถามที่ชัดเจนและแสดงให้เห็นถึงความพยายามของทุกภาคส่วนที่จะจับมือกันฝ่าฟันวิกฤตสิ่งแวดล้อมในครั้งนี้ไปให้ได้ เพื่อคืนอากาศบริสุทธิ์และสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ทุกคน
เลขไอพี : ไม่แสดง | ตั้งกระทู้โดย Windows 10

อ่านต่อ คุณอาจจะสนใจเนื้อหาเหล่านี้ (ความคิดเห็นกระทู้ อยู่ด้านล่าง)

ความคิดเห็น

#1 | Yvonne | 21 ส.ค. 69 19:05 น.

ไอพี: ไม่แสดง | โดย Windows 10

แสดงความคิดเห็น

จะต้องเป็นสมาชิกจึงจะแสดงความคิดเห็นได้
เป็นสมาชิกอยู่แล้ว ลงชื่อเข้าใช้ระบบ
ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สมัครสมาชิกใหม่
หรือจะลงชื่อเข้าใช้ระบบด้วย Google หรือ Facebook ก็ได้
ลงชื่อเข้าใช้ระบบด้วย Facebook
ลงชื่อเข้าใช้ระบบด้วย Google