
บางกอก
เมื่อ
พ.ศ.
2466
ลิเกกำลังเสื่อมความนิยม
มหรสพใหม่ที่เรียกกันว่าภาพยนตร์กำลังเป็นที่จับตามอง
แม้ในแง่กลุ่มคนดูจะไม่ได้แย่งกันอย่างเด่นชัด
แต่ในแง่ศักดิ์ศรีของความเป็นมหรสพพื้นบ้านที่สืบสานต่อกันมาจนเป็นมรดกของชาติ
บัดนี้กลับถูกมหรสพต่างชาติรุกราน
วิกลิเกต้นไทร
ท้ายวัดสระเกษ
วิกลิเกที่ยอมรับกันว่ามีคนดูในอันดับต้นๆ
ของบางกอก
เพราะติดใจในเรื่องราวที่ผูกขึ้นมาไม่ซ้ำใคร
และลีลาของ
บุญเท่ง
(เท่ง
เทิดเถิง)
กับ
ลิ้นจี่
(อิสรีย์
สงฆ์เจริญ)
คู่พระนางสายเลือดแท้ๆ
ของนายแดงเจ้าของวิก
(อุดม
ชวนชื่น)
ทำให้วิกลิเกแห่งนี้ยังคงสร้างความสำราญอยู่ได้
จนมีจดหมายจากทางการขอความร่วมมือ
อำนวยความสะดวกให้กองถ่ายภาพฉายภาพยนตร์เรื่อง
นางสาวสุวรรณ
กำลังจะมาใช้สถานที่ซึ่งมีต้นไทรและภูเขาทองมองเห็นเป็นเบื้องหลัง
โดยจำเป็นต้องรื้อวิก
บุญเท่ง
และชาวคณะ
(นุ้ย
ชวนชื่น
และ
กิ๊ฟ
โคกคูน)
ไม่ยอมถึงกับประกาศกร้าวให้สยามต้องเลือกว่าถ้ามีนางสาวสุวรรณต้องไม่มีลิเกต้นไทร
แน่นอนสยามเลือกนางสาวสุวรรณ
การต่อต้านการขัดขวางทุกรูปแบบจึงได้เริ่มขึ้น
โดยมี
น้อยโหน่ง
(โหน่ง
ชะชะช่า)
นักเลงคุมถิ่นที่มาติดพัน
ลิ้นจี่
น้องสาวบุญเท่งเข้าร่วมด้วย
เรื่องราวคงจบลงโดยง่าย
ถ้านางเอกที่แสดงเป็นนางสาวสุวรรณ
ไม่ใช่คนเดียวคนนั้นที่
บุญเท่ง
เฝ้าฝันถึง
เธอชื่อ
นวลจันทร์
(นิกัลยา
ดุลยา)
บุญเท่งกลายเป็นตัวแทนของลิเก
ส่วนนวลจันทร์ก็กลายเป็นตัวแทนของภาพยนตร์เรื่องนางสาวสุวรรณไปโดยปริยาย
เกลียดตัวกินไข่
เกลียดกองถ่ายหัวใจให้
นวลจันทร์
คือคำพูดที่ใกล้เคียงสุด
บุญเท่งต้องเลือกระหว่างชาวคณะลิเกกับนวลจันทร์
ส่วนน้อยโหน่งยังไงก็เลือกลิ้นจี่อยู่แล้ว
แต่ถ้าการขัดขวางนี้ไม่สำเร็จความรักของเขาก็หมดอนาคตด้วย
เรื่องราวของความรัก
บนศักดิ์ศรีแห่งความเป็นศิลปิน
บุญเท่ง
และ
น้อยโหน่ง
จำต้องทำตัวเป็นนักเลง