เกร็ดน่ารู้จาก Legion

เกร็ดน่ารู้
  • ผู้อำนวยการสร้าง เดวิด แลนคาสเตอร์ ถูกใจบทที่เขียนโดย สก็อตต์ สจวร์ต มือเขียนบทและผู้เชี่ยวชาญด้านวิชวลเอฟเฟกต์ จนตัดสินใจให้ สก็อตต์ รับหน้าที่กำกับด้วยเลย แม้ สก็อตต์ จะยังมือใหม่ด้านงานกำกับก็ตาม
  • สก็อตต์ สจวร์ต แก้ไขบทภาพยนตร์เรื่องนี้จากบทภาพยนตร์เดิมของ ปีเตอร์ ชิงก์ โดยพยายามเพิ่มรายละเอียดให้เรื่องราวมากขึ้น และให้ความสำคัญกับตัวละครมากขึ้น นอกจากนี้ยังเล่าเรื่องให้ผู้ชมคิดเองมากขึ้น ขณะที่บทภาพยนตร์เดิมบรรยายเหตุการณ์อย่างชัดเจนกว่า
  • ผู้กำกับและผู้เขียนบท สก็อตต์ สจวร์ต นำแนวคิดของนักจิตวิทยา ซิกมันด์ ฟรอยด์ มาสร้างความลึกลับให้เรื่องราว โดยนำสิ่งที่คุ้นเคยมาใส่ในบริบทที่ไม่สมเหตุสมผลเพื่อสร้างการรบกวนจิตใจ เช่น ใช้ภาพมังกรแทนความเพ้อฝัน และใช้ภาพพ่อที่ยืนถือขวานอยู่กลางห้องครัวแทนความน่ากลัว
  • การที่ผู้กำกับและผู้เขียนบท สก็อตต์ สจวร์ต เป็นศิลปินวิชวลเอฟเฟกต์มาก่อน เขาจึงเขียนสตอรีบอร์ดสำหรับแทบทุกช็อตในภาพยนตร์ด้วยจินตนาการอย่างเต็มที่ โดยไม่กลัวความท้าทายด้านเทคนิค แต่ในขณะเดียวกัน การที่เขามาจากแวดวงนั้นทำให้เขาเคลือบแคลงกับการใช้ดิจิตอลเอฟเฟกต์มากเกินไป บวกกับข้อจำกัดด้านเงินทุน เขาจึงพยายามถ่ายทำของจริงให้มากที่สุดก่อนที่จะใช้เอฟเฟกต์ตกแต่งเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นฉากกองทัพเทวทูต คนที่ถูกสาป และฉากโรคระบาด
  • ผู้กำกับและผู้เขียนบท สก็อตต์ สจวร์ต อธิบายว่า แม้จะใช้แนวคิดแบบจูเดโอ-คริสเตียนในการเล่าเรื่อง แต่จริงๆ แล้วภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เกี่ยวข้องกับความศรัทธา ดังนั้นไม่ว่าผู้ชมจะเติบโตมาในครอบครัวที่เคร่งศาสนาหรือไม่ หรือไม่ว่าผู้ชมจะมีความเชื่อในสิ่งไหน ก็จะสามารถเข้าใจภาพยนตร์เรื่องนี้ได้
  • ลูคัส แบล็ก ผู้รับบท จีป รู้สึกคุ้นเคยดีกับเรื่องราวจากคัมภีร์ไบเบิลที่สอดแทรกอยู่ในภาพยนตร์ เพราะ ลูคัส เป็นแบ็บติสต์ชาวใต้ในอลาบามา ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • ผู้สร้างค้นหาสถานที่สำหรับถ่ายทำฉากจุดแวะพักสำหรับรถบรรทุกในทะเลทรายโมฮาวี แต่สุดท้าย พวกเขาก็ตัดสินใจสร้างมันขึ้นมาเองในนิวเม็กซิโก ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยพวกเขาสร้างให้มันดูเหมือนมีอายุมามากว่า 50 ปีแล้ว ทำให้มีคนที่เข้าใจผิดต้องการจะเข้ามาเติมน้ำมันจริงๆ
  • ทีมงานก่อสร้างสร้างฉากต่างๆ เสร็จสิ้นภายในเวลาไม่ถึง 1 เดือน แม้จะต้องเจอกับหิมะ ลมแรง 50 ไมล์ต่อชั่วโมง และฝนที่เทลงมาก็ตาม
  • ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย เวนดี พาร์ทริดจ์ ต้องสร้างเสื้อผ้าที่เหมือนๆ กันออกมาหลายชุด โดยให้มันดูซีดจาง ฉีกขาด หรือเปรอะเปื้อนหลายๆ ระดับ เพื่อใช้สะท้อนความตึงเครียดทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจของตัวละคร
  • ในฉากเหนือจริงที่หญิงชราตัวเล็กๆ วิ่งข้ามร้านอาหารมาแล้วปีนผนังขึ้นไปบนเพดาน ผู้สร้างผสมผสานระหว่างฉากภาพใกล้ที่ถ่ายทำนักแสดงจริงๆ ที่กำลังกลับหัว และฉากภาพกว้างที่ถ่ายทำนักแสดงแทนที่ถูกผูกติดไว้กับบังเหียนบนเพดาน และผสมกับภาพคอมพิวเตอร์สำหรับการแสดงท่าปีนขึ้นไปบนผนังอย่างรวดเร็ว
  • ผู้สร้างยกเลิกแผนการที่จะให้นักแสดงติดปีกจริงๆ เมื่อเห็นว่าการใช้คอมพิวเตอร์จะทำให้ได้ภาพที่น่าเชื่อถือกว่า อีกทั้งยังสะดวกสบายกว่า นอกจากนี้ การใช้คอมพิวเตอร์ยังทำให้ผู้กำกับ สก็อตต์ สจวร์ต สามารถปรับเปลี่ยนแนวคิดได้อีกด้วย โดย สก็อตต์ ออกแบบให้ปีกนี้ดูเหมือนขนนก แต่แข็งแกร่งพอที่จะสะท้อนลูกกระสุน ส่วนปลายปีกก็แหลมจนสามารถใช้เป็นอาวุธได้
  • ผู้กำกับกองถ่ายย่อยที่ 2 และผู้ประสานงานฉากผาดโผน จอห์น เมดเลน ดูแลฉากการต่อสู้ครั้งสุดท้ายระหว่าง มิคาเอล ที่รับบทโดย พอล เบตตานี และ เกเบรียล ที่รับบทโดย เควิน ดูรันด์ โดยใช้ระบบริกกิงที่ละเอียดอ่อน มีการใช้อาวุธดาบและกระบอง และมีลักษณะการต่อสู้ที่คนในกองถ่ายรู้จักกันในชื่อของ แองเจิล ฟู ซึ่งดูคล้ายกายกรรม มีการฉุดกระชากลากถูแบบการต่อสู้ตัวต่อตัว นอกจากนี้ยังฝืนจากกฎฟิสิกส์อีกด้วย
  • พอล เบตตานี ผู้รับบท มิคาเอล และ เควิน ดูรันด์ ผู้รับบท เกเบรียล ต่างก็เคยเต้นและศึกษาศิลปะการต่อสู้ตอนที่ยังอายุน้อย พวกเขาจึงแสดงฉากต่อสู้ด้วยกันด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นฉากที่ทั้งคู่ต้องใช้สลิงด้วย
  • ทีมงานใช้เวลาหลายชั่วโมงในแต่ละวันในการแต่งแต้มรอยสักบนร่างกายของ พอล เบตตานี ผู้รับบท มิคาเอล หัวหน้าช่างแต่งหน้าพิเศษ เกลนน์ เฮทริก อธิบายว่า เวลาที่ใช้จะขึ้นอยู่กับสิ่งที่ พอล สวมใส่ในแต่ละฉาก เช่น ถ้าเขาสวมเสื้อยืด จะต้องใช้ชิ้นส่วนประมาณ 15 ชิ้นแปะลงไปบนร่างกายของเขา แต่ถ้าเป็นรอยสักเต็มตัว จะต้องใช้ชิ้นส่วนประมาณ 40-50 ชิ้น
  • ผู้สร้างนำรอยสักบนร่างกายของตัวละคร มิคาเอล ที่ออกแบบโดยนักสัก ริก สแตรตตัน ไปติดบนแบบกระดาษของร่างกายของ พอล เบตตานี ผู้รับบท มิคาเอล แล้วนำไปผ่านกระบวนการดิจิตอล เพื่อสร้างแบบที่เหมือนๆ กันออกมา ลวดลายดังกล่าวมีความเป็นเรขาคณิตสูง และดูเหมือนแผงวงจรไฟฟ้าหรือวงกลมเก็บเกี่ยว พวกมันมีที่มาจากข้อความเอโนเคียน ซึ่งเป็นงานเขียนของนักโหราศาสตร์ศตวรรษที่ 16 จอห์น ดีน เอ็ดเวิร์ด เคลลี ที่อ้างว่าได้ติดต่อกับพลังงานแง่ลบและแง่บวกที่เขารู้ว่าคือเทวทูต นอกจากนี้ผู้สร้างยังนำลวดลายดังกล่าวไปใส่ในอาวุธ เกราะ และในปีกของเทวทูตด้วย

advertisement

วันนี้ในอดีต

เกร็ดภาพยนตร์

  • Legend of the Guardians: The Owls of Ga'Hoole - สร้างจากหนังสือชุด Guardians of Ga'Hoole 3 เล่มแรก ที่มีชื่อตอนว่า The Capture, The Journey และ The Rescue เขียนโดย แคธริน ลาสกี หลังจากผู้อำนวยการสร้าง ลีโอเนล วิแกรม พบหนังสือชุด 15 เล่มชุดนี้ เขาก็รบเร้าให้ผู้อำนวยการสร้างบริหาร โดนัลด์ เดอ ไลน์ ได้อ่าน เพื่อสานงานสร้างด้วยกันต่อไป โดยพวกเขามอบหมายให้ จอห์น ออร์ลอฟฟ์ และ อีมิล สเติร์น เข้ามาดัดแปลงหนังสือเป็นบทภาพยนตร์ อ่านต่อ»
  • Charlie St. Cloud - สร้างจาก The Death and Life of Charlie St. Cloud หนังสือเล่มที่ 2 ของ เบน เชอร์วูด ที่เปิดตัวในปี 2004 และได้รับการแปลเป็นภาษาอื่นกว่า 15 ภาษา เบน เขียนหนังสือเล่มนี้โดยได้รับแรงบันดาลใจจากการที่เขาเพิ่งสูญเสียคุณพ่อไปอย่างกะทันหัน อ่านต่อ»

เปิดกรุภาพยนตร์

ผีห่าอโยธยา ผีห่าอโยธยา ปีพุทธศักราช 2108 ท่ามกลางมหาศึกระหว่างอโยธยาและหงสา ยังมีคำบอกเล่าถึงโรคาพิบัติภัยครั้งใหญ่ที่ประวัติศาสตร์มิได้จารึกไ...อ่านต่อ»