เกร็ดน่ารู้จาก 127 Hours

เกร็ดน่ารู้
  • สร้างจากหนังสือ Between a Rock and a Hard Place ที่บันทึกประสบการณ์จริงของ อารอน รัลสตัน ในคืนวันศุกร์ของเดือนเมษายน 2003 อารอน ซึ่งในตอนนั้นอายุ 26 ปี ไปปีนเขาที่ บลู จอห์น แคนยอน ใน แคนยอนแลนด์ส เนชันแนล ปาร์ก รัฐยูทาห์ ประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วโดนหินก้อนใหญ่ทับมือ จนต้องติดอยู่ที่นั่นคนเดียวเป็นเวลา 127 ชั่วโมงหรือ 6 วัน ก่อนจะตัดสินใจตัดแขนของตนเอง แล้วเอาชีวิตรอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์
  • เมื่อผู้กำกับ แดนนี บอยล์ เสนอให้ คริสเตียน โคลสัน มาอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ คริสเตียน ไม่คล้อยตามเพราะคิดว่ามันถ่ายทำยากเกินไป จากนั้น แดนนี ก็เขียนวิธีถ่ายทำมาให้เขาอ่าน มันมีความยาว 6 หน้า เต็มไปด้วยการตัดสลับและความคิดเห็นด้านมุมมอง นั่นทำให้ คริสเตียน เปลี่ยนใจและตกลงรับงานนี้
  • ผู้กำกับ แดนนี บอยล์ เขียนบทภาพยนตร์ฉบับร่างจนเสร็จก่อน แล้วจึงค่อยไปทาบทาม ไซมอน โบฟอย ให้มาช่วยกันเขียนบทภาพยนตร์ฉบับจริง
  • ผู้กำกับ แดนนี บอยล์ และผู้อำนวยการสร้าง คริสเตียน โคลสัน พยายามทำความรู้จัก อารอน รัลสตัน ตัวจริง ผู้ซึ่งกลายมาเป็นตัวละครนำที่รับบทโดย เจมส์ ฟรังโก ในเรื่องนี้ ด้วยการติดตาม อารอน ไปไต่เขาในเดือนกรกฎาคม 2009 และพูดคุยกันเรื่องภูมิหลังของเขา
  • ในช่วงแรก อารอน รัลสตัน ไม่มั่นใจว่าผู้กำกับ แดนนี บอยล์ จะสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับตัวเองได้ตรงใจ เพราะเขาไม่ต้องการให้ แดนนี เปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงใดๆ เลย แต่ภายหลังเขาเริ่มพอใจการทำงานของ แดนนี และยอมให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเองอย่างละเอียด ทั้งเล่าถึงการนอนหลับโดยใช้สายเชือกขึงตัว และการรักษาชีวิตโดยดื่มน้ำปัสสาวะ อีกทั้งยังยอมให้ชมวิดีโอพินัยกรรมที่เขาบันทึกไว้ขณะที่ติดอยู่ในหุบเขาลึกด้วย
  • แม้ เจมส์ ฟรังโก ผู้รับบท อารอน รัลสตัน ได้ทำความรู้จัก อารอน ตัวจริง ด้วยการไปปีนเขาด้วยกัน นอกจากนี้ อารอน ยังแสดงท่าทางต่างๆ ให้ดู เช่น ท่าตอนที่ยืนเป็นเวลานาน และวิธีถือมีดเพื่อตัดแขนตัวเอง แต่ทั้ง เจมส์ และผู้กำกับ แดนนี บอยล์ ไม่ต้องการให้ตัวละครมีพฤติกรรมเหมือน อารอน ทั้งหมด แต่พยายามเข้าถึงประสบการณ์และอารมณ์ของ อารอน ให้ได้มากกว่า แดนนี จึงให้ เจมส์ ไปอยู่ในที่แคบที่น่าอึดอัดและแปลกตาตลอดการถ่ายทำ ทำให้ เจมส์ ได้ทั้งแผลฟกช้ำ รอยผื่น และแผลเป็นกลับมาเป็นที่ระลึก
  • เจมส์ ฟรังโก เตรียมตัวรับบท อารอน รัลสตัน ด้วยการออกกำลังกายที่ยิมสอนการไต่เขา ลดหุ่นให้ดูเพรียวและแข็งแรง และอ่านหนังสือเกี่ยวกับนักไต่เขาและนักผจญภัย
  • ผู้กำกับ แดนนี บอยล์ ต้องการใช้ทั้งการถ่ายภาพแนวอเมริกาใต้ของ เอ็นริเก เชเดียก และการถ่ายภาพแนวยุโรปตอนเหนือของ แอนโธนี ด็อด แมนเทิล จึงตัดสินใจให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีผู้กำกับภาพ 2 คน แดนนี มอบกล้องให้พวกเขาคนละ 3 ชุด ทั้งกล้องแบบโบราณ กล้องดิจิตอล และกล้องภาพนิ่ง แม้การถ่ายทำโดยผู้กำกับภาพ 2 คนจะทำให้คำนวณสิ่งต่างๆ ยากขึ้น แต่ก็ช่วยย่นเวลาในการทำงาน และทำให้ผู้ร่วมงานรู้สึกสดชื่นตื่นตัวอยู่เสมอ
  • สถานที่ถ่ายทำอย่าง บลู จอห์น แคนยอน ใน แคนยอนแลนด์ส เนชันแนล ปาร์ก รัฐยูทาห์ ประเทศสหรัฐอเมริกา อยู่ห่างไกลมาก จนต้องใช้เฮลิคอปเตอร์รับส่งนักแสดง ทีมงาน และอุปกรณ์ นอกจากนี้ ระหว่างถ่ายทำ พวกเขายังต้องนอนค้างแรมกลางป่าในตอนกลางคืนด้วย
  • แม้จะถ่ายทำในหุบเขาจริงๆ แต่ผู้ออกแบบฉาก สุตติรัต แอนน์ ลาร์ลาร์บ ก็ยังต้องสร้างช่องแคบกว้าง 3 ฟุตที่ อารอน รัลสตัน ที่รับบทโดย เจมส์ ฟรังโก ติดอยู่ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้เหมาะสมกับการถ่ายทำและปลอดภัย พร้อมกันนี้ยังต้องสร้างกำแพงแกะสลักของหุบเขาลึกขึ้นมา รวมถึงหินขนาด 800 ปอนด์ที่ทับแขนของ อารอน ด้วย
  • เคที ฟีเธอสตัน จาก Paranornal Activity ทั้งสองภาค มาทดสอบหน้ากล้องเพื่อรับ บท คริสตี ด้วย
  • เซบาสเตียน สแตน เคยถูกพิจารณาให้มารับบท อารอน รัลสตัน ตัวเอกของเรื่อง
  • เจมส์ ฟรังโก ไม่ใช่ตัวเลือกแรกที่ผู้กำกับ แดนนี บอยล์ ต้องการให้มารับบท อารอน รัล สตัน แต่เป็นนักแสดงอย่าง ซิลเลียน เมอร์ฟี ที่เคยร่วมงานกันมาใน 28 Days Later (2002)

advertisement

วันนี้ในอดีต

เกร็ดภาพยนตร์

  • Winter's Bone - เพื่อรับบท รี ดอลลี ทำให้ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ต้องเรียนรู้วิธีล่าสัตว์เล็กอย่างกระรอก การตัดฟืน และ การต่อสู้ อ่านต่อ»
  • Ironclad - พอล จิอาแมตติ เข้ามาร่วมงานในเรื่องนี้ เพราะหนึ่งในผู้อำนวยการสร้าง ริก เบเนตตา เคยทำงานร่วมกับเขามาแล้วในเรื่อง Shoot 'Em Up (2007) อ่านต่อ»

เปิดกรุภาพยนตร์

Japanese Girls Never Die Japanese Girls Never Die ฮารุโกะ อาซุมิ (ยู อาโออิ) สาวโสด สวย แต่มักจะผิดหวังเรื่องผู้ชาย ล่าสุดหลังโดนเทจนหัวใจพัง ฮารุโกะก็ได้หายตัวไปอย่างลึ...อ่านต่อ»