เกร็ดน่ารู้จาก The Green Hornet
เกร็ดน่ารู้
- ผู้อำนวยการสร้าง นีล เอช. มอริตซ์ เล่าว่าในสมัยเด็กเขาชอบละครโทรทัศน์ The Green Hornet ที่ บรูซ ลี แสดงเป็น คาโตะ และ แวน วิลเลียมส์ แสดงเป็น บริตต์ รีด หรือ หน้ากากแตน และเขากังวลมาตลอดว่าจะมีคนนำเรื่องนี้ไปสร้างเป็นภาพยนตร์ตัดหน้าเขา
- The Green Hornet เปิดตัวครั้งแรกวันที่ 31 มกราคม 1936 ในรูปแบบละครวิทยุทางคลื่น ดับเบิลยูเอ็กวายซี จากนั้นย้ายไปกระจายเสียงที่ มูชวล บรอดคาสติง ซิสเต็ม และ เอ็นบีซี บลู จนถึงปี 1952 นอกจากนี้ยังเป็นหนังสือการ์ตูนมาตั้งแต่ปี 1940 จากนั้นในปี 1966 กลายเป็นละครโทรทัศน์ความยาว 1 ฤดูกาล ที่ส่งให้ บรูซ ลี ผู้รับบท คาโตะ โด่งดังไปทั่วโลก
- ผู้ให้กำเนิด The Green Hornet คือ จอร์จ ดับเบิลยู. เทรนเดิล คนเดียวกับที่สร้าง The Lone Ranger ตามข้อเท็จจริงแล้ว บริตต์ รีด หรือ หน้ากากแตน พระเอกของ The Green Hornet เป็นเหลนของ จอห์น รีด หรือ หน้ากากดำ พระเอกของ The Lone Ranger นั่นเอง
- นอกจาก เซธ โรแกน จะรับบท บริตต์ รีด หรือ หน้ากากแตน แล้ว เขายังรับหน้าที่อำนวยการสร้างบริหาร และเขียนบทร่วมกับ อีวาน โกลด์เบิร์ก ด้วย ที่มาของภาพยนตร์เรื่องนี้เกิดจากการที่คู่หู เซธ และ อีวาน ชอบหนังสือการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร จึงพยายามเขียนบทภาพยนตร์เกี่ยวกับซูเปอร์ฮีโรและผู้ช่วยคู่ใจมาตลอด แต่เพิ่งทำได้สำเร็จเป็นรูปเป็นร่างหลังจากได้รับแรงบันดาลใจจากละครวิทยุ หนังสือการ์ตูน และละครโทรทัศน์ The Green Hornet
- ผู้สร้างเพิ่งตัดสินใจนำภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายในรูปแบบ 3 มิติ ไม่นานหลังจากการถ่ายทำหลักเสร็จสิ้น พวกเขาถ่ายทำภาพยนตร์ทั้งเรื่องแบบ 2 มิติ แล้วค่อยแปลงเป็นภาพ 3 มิติในภายหลัง ด้วยฝีมือของ แกรนต์ แอนเดอร์สัน และ ร็อบ เองเกล ที่ปรึกษาฝ่ายสเตอริโอกราฟเฟอร์
- ผู้สร้างค้นหานักแสดงที่จะรับบท คาโตะ จากทั่วโลก หลังจาก เจย์ โชว์ ทดสอบหน้ากล้องครั้งแรกผ่านโปรแกรม สไกป์ ทีมงานที่พอใจการแสดงของเขา ก็ตัดสินใจพาเขาเดินทางจากไต้หวันมายังประเทศสหรัฐอเมริกา
- คาเมรอน ดิแอซ เล่าว่าเธอได้รับการทาบทามให้รับบท ลีนอร์ เคส ในเรื่องนี้ทางโทรศัพท์ ขณะที่เธออยู่ในนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา และเธอตัดสินใจรับงานนี้เพราะอยากร่วมงานกับ เซธ โรแกน ผู้รับบท บริตต์ รีด หรือหน้ากากแตน และผู้กำกับ มิเชล กอนดรี
- ผู้สร้างพิจารณารถหลายคันที่จะใช้เป็นต้นแบบรถ แบล็ก บิวตี โดยพวกเขาไม่ต้องการให้มันดูล้ำยุคมากเกินไป สุดท้ายก็เลือกใช้รถ ไครส์เลอร์ อิมพีเรียล เช่นเดียวกับในฉบับละครโทรทัศน์ จุดที่แตกต่างคือคันที่ใช้ในละครนั้นถูกถอดกันชนโครเมียมออก แต่คันที่ใช้ในภาพยนตร์ยังคงมีกันชนโครเมียมอยู่ นอกจากนี้ยังมีการใส่กลไลอาวุธแปลกใหม่เพิ่มเข้าไปด้วย
- รถ ไครส์เลอร์ อิมพีเรียล ที่เป็นต้นแบบรถ แบล็ก บิวตี ในเรื่องนั้น ผลิตในปี 1964-1966 และได้รับความนิยมอย่างสูง ผู้ประสานงานฝ่ายรถยนต์ เดนนิส แมกคาร์ธีย์ จึงหารถดังกล่าวได้ง่าย แต่ไม่สามารถหาอะไหล่ใหม่ๆ ได้ เขาต้องหาซื้ออะไหล่ในที่ต่างๆ ทั่วทั้งอเมริกา รวมถึงส่งช่างเครื่อง 2 คนไปซื้ออะไหล่ที่สุสานรถอิมพีเรียล ในรัฐมอนทานาด้วย จากนั้นค่อยสับเปลี่ยนชิ้นส่วนต่างๆ สำหรับรถแต่ละคันในระหว่างเทก
- มีฉากที่ คาโตะ ที่รับบทโดย เจย์ โชว์ ขับรถ แบล็ก บิวตี เข้าไปในลิฟต์ แล้วประตูลิฟต์ปิดกลางคันรถ ก่อนรถจะพุ่งทะยานออกไปเมื่อประตูลิฟต์เปิด รถที่ใช้ในฉากนี้ คือ คาดิลแลก เอลโดราโด จากยุค 70 ที่ทีมสเปเชียลเอฟเฟกต์ของ จอห์น เฟรเซียร์ ปรับแต่งให้มีตัวบังคับล้ออยู่ด้านหลัง เพื่อให้นักแสดงผาดโผนหักเลี้ยวฉับพลันได้เมื่อจำเป็น พวกเขาใช้รถดังกล่าวถึง 3 คัน คันแรกคือรถที่ขับเข้าไปในลิฟต์แล้วถูกหั่นครึ่ง คันที่ 2 คือชิ้นส่วนรถที่ติดอยู่ในลิฟต์ และคันที่ 3 คือคันที่ขับออกไปจากลิฟต์
- ผู้สร้างปรับแต่งรถสำหรับฉากผาดโผนโดยใส่เครื่องยนต์ของ เจเนอรัล มอเตอร์ส 500 แรงม้าเข้าไป เปลี่ยนเบรก ระบบรองรับแรงกระแทก แกน และระบบสายไฟ ผลที่ได้คือรถยาว 20 ฟุตที่มีรอบหมุนปกติ 27 ฟุต แต่เบรกด้านหน้าทำให้สามารถหมุนได้ภายใน 18 ฟุตครึ่ง มันสามารถกระโดดและจอดลงในกล่องได้ด้วย หลังจากสร้างเสร็จ พวกเขานำรถไปทดสอบที่ลานแข่งรถ ฮอลลีวูด ปาร์ก เป็นเวลา 5 สัปดาห์ ก่อนจะให้นักแสดงลองขับในสนามแบบต่างๆ แม้แต่ คาเมรอน ดิแอซ ผู้รับบท ลีนอร์ เคส ซึ่งไม่ได้ขับรถในเรื่องเลย ก็ยังมาลองขับดูด้วย
- เนื่องจากละครโทรทัศน์ The Green Hornet ทำให้ บรูซ ลี ที่รับบท คาโตะ โด่งดังมาก ผู้ประสานงานฉากต่อสู้ เจฟฟ์ อิมาดา คิดว่าควรให้ คาโตะ ในภาพยนตร์เรื่องนี้ที่รับบทโดย เจย์ โชว์ ดูต่างไปจากฉบับของ บรูซ จึงให้ คาโตะ คนนี้ไม่มีพื้นฐานด้านศิลปะการต่อสู้ อย่างไรก็ตาม เจย์ ที่ชื่นชอบ บรูซ มากก็ยังอยากแสดงความคารวะต่อเขา โดยนำท่าขยับมืออย่างรวดเร็วจนสามารถทำให้คนสลบได้ของ บรูซ มาใช้
- พื้นฐานด้านการเต้นทำให้ เจย์ โชว์ ผู้รับบท คาโตะ เรียนรู้เรื่องท่าการต่อสู้ได้เร็วมาก
- เมื่อ มิราแมกซ์ ซื้อสิทธิ์ในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ไป เควิน สมิธ ได้เข้ามารับหน้าที่เขียนบทและกำกับ แต่ เควิน ไม่มั่นใจที่ต้องสร้างงานที่ใช้เงินทุนมากกว่าที่คุ้นเคย จึงถอนตัวออกไปจากการกำกับ แต่ยังเขียนบทภาพยนตร์อยู่ ทว่าเมื่อไม่มีความคืบหน้าเกี่ยวกับบท สิทธิ์ในการสร้างจึงเปลี่ยนมือไปเป็นของ โคลัมเบีย พิคเจอร์ส แล้วผู้ที่เข้ามารับบทนำและเขียนบท คือ เซธ โรเกน นักแสดงนำจาก Zack and Miri Make a Porno (2008) ของ เควิน นั่นเอง ส่วนบทที่ เควิน เคยเขียนไว้นั้นจะถูกดัดแปลงกลายเป็นหนังสือการ์ตูนแทน
- เซธ โรเกน ลดน้ำหนักลง 30 ปอนด์เพื่อรับบทเป็น บริตต์ รีด หรือ หน้ากากแตน
- เมื่อปลายปี 2008 โจวชิงฉือ จะรับหน้าที่กำกับและแสดงในบท คาโตะ แต่ความคิดในการทำงานที่แตกต่างจากผู้สร้างคนอื่นๆ ทำให้มีการเปลี่ยนตัวผู้กำกับเป็น มิเชล กอนดรี โดย โจวชิงฉือ จะยังคงรับบท คาโตะ อยู่ ทว่าสุดท้ายแล้ว ก็มีการเปลี่ยนตัวผู้รับบท คาโตะ มาเป็น เจย์ โชว์
- นิโคลัส เคจ เคยเข้ามาเจรจาเพื่อรับบท ชัดนอฟสกี แต่ในที่สุดแล้ว บทนี้ก็ตกเป็นของ คริสตอฟ วอลซ์
- เจมส์ แวน ก็เป็นผู้กำกับอีกคนหนึ่งที่เกือบได้มากำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ก่อนที่หน้าที่นี้จะตกเป็นของ มิเชล กอนดรี
- แอ็บบี คอร์นิช เคยเข้ามาเจรจาว่าจะรับบท ลีนอร์ เคส แต่สุดท้ายบทนี้ก็ตกเป็นของ คาเมรอน ดิแอซ
- ประโยคที่ เจย์ โชว์ ผู้รับบท คาโตะ พูดในตัวอย่างภาพยนตร์ว่า "ผมไม่อยากแตะต้องตัวคุณ" เป็นประโยคที่ เจย์ พูดออกมาแบบสดๆ โดยไม่มีในบทภาพยนตร์
- ก่อนหน้าที่ เจย์ โชว์ จะได้รับเลือกให้แสดงบท คาโตะ เหล่าผู้อำนวยการสร้างไม่รู้เลยว่าเขาเป็นนักร้องที่โด่งดังในทวีปเอเชีย
- เป็นภาพยนตร์คนแสดงเรื่องแรกของ เซธ โรเกน ผู้รับบท บริตต์ รีด หรือ หน้ากากแตน ที่ไม่ได้รับเรตอาร์ โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับเรตพีจี-13
- หนึ่งในภาพวาดในสมุดของ คาโตะ ที่รับบทโดย เจย์ โชว์ คือภาพของ บรูซ ลี ผู้รับบท คาโตะ ในละครโทรทัศน์เมื่อปี 1966
- เจก จิลเลนฮาล เป็นหนึ่งในนักแสดงที่เกือบได้รับบท บริตต์ รีด หรือ หน้ากากแตน
- ในช่วงกลางยุค 90 จอร์จ คลูนีย์ เคยได้รับเลือกให้แสดงเป็น บริตต์ รีด หรือ หน้ากากแตน แต่เขาถอนตัวไปแสดงในภาพยนตร์ The Peacemaker (1997) แทน
วันนี้ในอดีต
แม่เบี้ยเข้าฉายปี 2001
แสดง นภคปภา นาคประสิทธิ์, พุฒิชัย อมาตยกุล, โชติรส แก้วพินิจ
Final Destination 3เข้าฉายปี 2006
แสดง Mary Elizabeth Winstead, Ryan Merriman, Texas Battle
ไพรรีพินาศ ป่ามรณะเข้าฉายปี 2006
แสดง วัชระ ตังคะประเสริฐ, ชลัฏ ณ สงขลา, จิรภัทร วงศ์ไพศาลลักษณ์
เกร็ดภาพยนตร์
- The Clock - In the year of 1940, the song Gloomy Sunday was known as the suicide song as many suicides recorded were related to it. Listening to this song has led to a French lady committing suicide as well after the death of her boyfriend, a clock engineer at that time. Her soul was not at peace and it returned with the purpose of fulfilling the desires of other victims of depression. Cheata, a girl living with her father and stepmother after her biological mother, Chanda, left the family, is suffering from depression. Every day she suffers mental and physical abuses from her stepmother. Together with her longing for her true mother, this had led Cheata to slip deeper and deeper into depression. Holding on to her mother's photo and listening to her mother's lullaby every night does little to heal her heartache and depression. It is through this weakness that Cheata succumbed and falls under the control of the spirit of the French Lady who possesses the Clock. After learning about the events that. อ่านต่อ»
- หุ่นพยนต์ - หุ่นพยนต์ ฉบับที่มี เรตติ้ง น.18+ ใช้ชื่อว่า ปลุกพยนต์ อ่านต่อ»
เปิดกรุภาพยนตร์
Pornographer: Playback
เรื่องราวโรแมนติก ระหว่าง คุซูมิ ฮารุฮิโกะ (เคนตะ อิซุคะ) นักศึกษามหาวิทยาลัย และ คิจิมะ ริโอะ (ทาเคไซ เทรุโนซึเกะ) นัก...อ่านต่อ»