วิจารณ์ About Time

ไปที่หน้า
วิจารณ์ภาพยนตร์
  • เมื่อ 22 ม.ค. 57 15:27

    Some days you want to re-live forever

    Richard Curtis เป็นหนึ่งในบุคคลในโลกภาพยนตร์ที่มีฝีไม้ลายมือเรียกได้ว่าหาตัวจับยาก เนื่องจากผลงานที่ผ่านมาล้วนแล้วแต่เป็นที่ประจักษ์แก่ทุกคนที่ได้ชมไม่ว่าจะทั้ง Notting Hill(พี่แกเป็นมือเขียนบท) Bridget Jones's Diary รวมทั้งหนังรักหลากคู่รับคริสต์มาสอย่าง Love Actually ที่กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้หนังอีกหลายเรื่อง เท่านั้นไม่พอ War Horse พี่แกก็ยังเป็นหรึ่งในมือเขียนบทเช่นกัน นี่แค่ไม่กี่ตัวอย่างที่ได้นำมากล่าวถึง

    ส่วนตัวผมแล้วอาจไม่ได้หลงรักนาย Curtis มากนัก เพราะรู้สึกว่าหนังของเขาค่อนข้างจะเทหนักไปในอาณาบริเวณที่เรียกว่า น้ำเน่า อยู่บ้าง แต่เมื่อผมได้ดู about time ผมขอเปลี่ยนความคิดนั้น ผมขอเป็นหนึ่งในแฟนหนังของเขาเลยล่ะกัน

    หากพูดถึงหนังที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการเดินทางย้อนเวลาแล้ว ต้องบอกว่าโครงเรื่องนี้ถูกเล่าซ้ำจนเริ่มช้ำซะแล้ว ไม่ต่างจากการขอใช้บริการเหล่าซอมบี้ แวมไพร์ werewolf ซึ่งมักจะถูกเล่าในมุมมองเดิมๆซ้ำๆ อย่างการย้อนเวลา ถ้าจะย้อนไปก็มีให้เห็นมากมายที่ชัดเจนและถือเป็นแม่แบบของหนังหลายๆเรื่องก็ต้องหนังไตรภาคคลาสสิค Back to the Future และสืบทอดต่อมาอีกไม่ว่าจะเป็น Twelve Monkeys, The Matrix ,source code, The Terminator และบลาๆ แต่ไม่มีเรื่องไหนเหมือน about time เพราะหนังไม่ได้สาธยายกฏการย้อนเวลามากมายให้ปวดหัวเล่น หนังเป็นอย่างที่มันควรจะเป็น

    หนังเริ่มต้นจากเรื่องราวส่วนตัวของ Curtis ก่อนจะค่อยๆเสริมดัดตัดแต่งเรื่องราวของชายหนุ่มที่มีพลังวิเศษอย่างการย้อนเวลา ซึ่งถือเป็นความลับของตระกูล หนังค่อยๆพาคนดูไปรู้จักกับครอบครัวอันแสนอบอุ่นนี่ เฝ้ามองการสร้างครอบครัวของลูกชาย ผ่านช่วงเวลาที่งดงาม ซาบซึ้งและประทับใจ นี่เป็นหนังอีกเรื่องที่พูดถึงแง่มุมของความรักได้อย่างสวยงาม และมีกลิ่นผู้ดีอังกฤษทั้งเรื่อง

    จากการได้สัมผัสหนังเรื่องนี้มันทำให้ผมตกหลุมรักพระเอกของเรื่อง Domhnall Gleeson หลายคนคงพอคุ้นหน้าคุ้นตาเขามาบ้างไม่ว่าจะใน Harry Potter สองภาคสุดท้าย หรือ True Grit เขาไม่ได้หล่อแต่ด้วยเสน่ห์บางอย่างที่อยู่ในตัวเขามันทำให้โดดเด่นมากๆ และเหมาะกับบททนายหนุ่มผู้แสนดีมาก ไปจนถึงเคมีที่เข้าคู่กันของ Rachel McAdams ซึ่งส่งผลให้หนังเรื่องนี้เข้าไปอยู่ในใจของใครหลายๆคน เท่านั้นไม่พอ Soundtrack ของหนังทำหน้าที่ได้ดีไม่ต่างจากหนังเรื่องก่อนๆของผู้กำกับรายนี้ นั่นคือมันเพราะมากๆและรับกับอารมณ์ของหนัง

    ถ้าใน Love Actually ฉากที่ชายหนุ่มสารภาพรักในวันคริสต์มาสผ่านตัวอักษรบนแผ่นกระดาษจะติดใจคนดูแล้ว ฉากWedding และฉาก...... จะติดตรึงใจคุณมากกว่า สำหรับผมแล้ว about time เป็นหนังอีกหนึ่งเรื่องที่คุณต้องดู

    แจ้งลบ
  • เมื่อ 22 ต.ค. 56 14:21

    รายละเอียดเล็กๆ บางอย่าง และแง่มุมของการใช้ชีวิต ที่หนังถ่ายทอดออกมาในบางช่วงเวลา
    ช่างดูน่าทึ่ง และคมคายอย่างมาก

    About Time เริ่มเรื่องด้วยความละมุนละไม และน่าตื่นเต้นตั้งแต่ต้น จนถึงกลางเรื่อง..ก่อนที่จะค่อยๆ อ่อนแรงลงจนกระทั่งจบเรื่อง

    มันเป็นผลงานที่ไม่ได้ดีกว่า Love Actually แบบที่ผมได้ยินมาก่อนที่จะชม
    แต่มันก็ยังเป็นหนังรักที่ให้อารมณ์ครบทั้ง อบอุ่น สนุก ซึ้ง กินใจ และก็ยังดูในระดับที่ดีใช้ได้

    ไม่ถึงขนาดต้องกำมือ อ้าปากร้อง เพื่อย้อนเวลา กลับไปเอาเงินคืน เพื่อไปตีตั๋วเรื่องอื่นแต่อย่างใด

    แจ้งลบ
  • เมื่อ 18 ต.ค. 56 16:35

    สนุกมาก หวาน ซึ้ง โรแมนติก ไม่ใช่เฉพาะความรักหนุ่มสาว แต่มีทั้งความรักกับพ่อ กับน้องสาว ภาพสวย เพลงเพราะ มีแง่คิด ทั้งเรื่องชีวิต มีพบ มีจาก การย้อนกลับไปแก้ไขอดีต

    รู้สึกดีมากๆครับ แนะนำว่าต้องไปดู

    แจ้งลบ
  • เมื่อ 17 ต.ค. 56 15:27

    ไม่มีอะไรจะพูดนอกจาก สนุก มีความสุขมาก
    ทุกคนออกจากโรงหนัง สีหน้ายิ้มทุกคน :)

    แจ้งลบ
มีทั้งหมด 4 วิจารณ์
เขียนวิจารณ์
จะต้องลงชื่อเข้าใช้ระบบก่อน จึงจะเขียนวิจารณ์ได้
เป็นสมาชิกอยู่แล้ว ลงชื่อเข้าใช้ระบบ
ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สมัครสมาชิกใหม่
หรือจะลงชื่อเข้าใช้ระบบด้วย Google+ หรือ Facebook ก็ได้
Facebook | Google+

advertisement

วันนี้ในอดีต

  • The Twilight Saga: New MoonThe Twilight Saga: New Moonเข้าฉายปี 2009 แสดง Kristen Stewart, Robert Pattinson, Taylor Lautner
  • เรื่องตลก 69เรื่องตลก 69เข้าฉายปี 1999 แสดง ลลิตา ปัญโญภาส
  • GoemonGoemonเข้าฉายปี 2009 แสดง Yosuke Eguchi, Takao Osawa, Ryoko Hirosue

เกร็ดภาพยนตร์

  • Dear John - ผู้อำนวยการสร้าง มาร์ตี โบเวน ประทับใจนิยาย Dear John ของ นิโคลัส สปาร์ก ซึ่งเขาได้รับต้นฉบับมาก่อนที่จะถูกตีพิมพ์ จึงเริ่มสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้โดยติดต่อ แชนนิง เททัม มารับบท จอห์น และติดต่อ เจมี ลินเดน มาเขียนบทภาพยนตร์ ในตอนแรก เจมี ปฏิเสธเพราะไม่เคยดัดแปลงนิยายรักมาก่อน แต่เพราะติดใจความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกในภาพยนตร์จึงเปลี่ยนใจกลับมารับงาน จากนั้นผู้สร้างก็ทาบทาม ลาสเซ ฮาลล์สตรอม เข้ามาเป็นผู้กำกับ อ่านต่อ»
  • Daybreakers - ผู้กำกับและผู้เขียนบท ปีเตอร์ สไปริก และไมเคิล สไปริก ออกแบบภาพลักษณ์ของแวมไพร์ในภาพยนตร์เรื่องนี้ให้แตกต่างจากภาพลักษณ์กอธิกในวรรณกรรมของ บราม สโตเกอร์ หรือ แอนน์ ไรซ์ ที่คุ้นตากันดี แวมไพร์ของพวกเขาจึงไม่ได้อยู่ในถ้ำ ปราสาท หรือที่ซ่อนใต้ดิน แต่เป็นแวมไพร์ในโลกอนาคตล้ำสมัย ที่ซึ่งนักเรียนไปจนถึงผู้บริหารระดับสูงกลายแวมไพร์ พวกเขาต้องเดินทางไปทำงานในความมืด และต่อแถวซื้อเลือดกันในร้านสตาร์บัคส์ อ่านต่อ»

เปิดกรุภาพยนตร์

Deepsea Challenge 3D Deepsea Challenge 3D ในวัยเด็ก ผู้กำกับ เจมส์ คาเมรอน (เจมส์ คาเมรอน) ใฝ่ฝันถึงการเดินทางไปยังส่วนที่ลึกที่สุดของมหาสมุทรมาโดยตลอด ภาพยนตร์ส...อ่านต่อ»