เกร็ดน่ารู้จาก The Da Vinci Code

เกร็ดน่ารู้
  • ผู้สร้างละครชุดทางโทรทัศน์แนวลึกลับสอบสวนเรื่อง 24 คือ โจเอล เซอร์นาว มีความคิดว่านวนิยาย รหัสลับดาวินชี (The Da Vinci Code) มีเนื้อเรื่องเหมาะสำหรับการสร้างเป็นฤดูกาลที่ 3 ของละครชุดเรื่อง 24 โจเอลจึงถามผู้อำนวยการสร้าง ไบรอัน เกรเซอร์ เกี่ยวกับการขอลิขสิทธิ์นวนิยายมาสร้างละครชุดนี้ ซึ่ง แดน บราวน์ ตอบปฏิเสธ เนื่องจากไม่มีความสนใจที่จะให้นวนิยายของเขาถูกดัดแปลงเป็นละครชุดทางโทรทัศน์
  • โซนี่ พิคเจอร์ส ได้จ่ายเงิน 6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อขอลิขสิทธิ์นวนิยาย รหัสลับดาวินชี มาสร้างเป็นภาพยนตร์ และได้จ้างให้ ไบรอัน เกรเซอร์ เป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้
  • รหัสลับดาวินชี นวนิยายผลงานของ แดน บราวน์ เป็นหนึ่งในนิยายที่มียอดขายสูงสุดตลอดกาลของโลก โดยมียอดขายทั่วโลกทั้งสิ้นมากกว่า 50 ล้านเล่ม โดยในปี 2004 นิยายทั้ง 4 เรื่องของ แดน ได้รับการจัดอันดับอยู่ในโผหนังสือที่มียอดขายสูงสุดภายในสัปดาห์เดียวกัน ซึ่ง รหัสลับดาวินชี และนวนิยายเรื่องอื่นๆ ของเขาถูกตีพิมพ์ไปแล้ว 44 ภาษาทั่วโลก
  • ภรรยาของ แดน บราวน์ มีอาชีพเป็นศิลปินและนักประวัติศาสตร์ เธอเป็นผู้ช่วย แดน ในการค้นคว้าหาข้อมูล และร่วมเดินทางไปกับ แดน ในทุกหนทุกแห่ง รวมทั้งที่ปารีสและพิพิธภัณฑ์ลูฟร์
  • แดน บราวน์ ผู้แต่งหนังสือเรื่อง รหัสลับดาวินชี ตั้งชื่อตัวละคร โรเบิร์ต แลงดอน จากชื่อ จอห์น แลงดอน ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทและผู้เชี่ยวชาญเรื่องรหัส ทำงานร่วมกับ แดน เกี่ยวกับสัญลักษณ์แอมบิแกรมในหนังสืออีกเรื่องของ แดน ที่มีชื่อว่า Angels And Demons (เทวากับซาตาน)
  • ตัวละครชื่อ เซอร์ ลีห์ ทิปบิง มีที่มาจากชื่อของ 2 นักเขียน คือ ริชาร์ด ลีห์ และ ไมเคิล ไบเจนต์ จากหนังสือ Holy Blood, Holy Grail โดยคำว่า ลีห์ มาจาก ริชาร์ด ลีห์ ส่วน ทิปบิง (Teabing) มาจากการสลับตัวอักษรของคำว่า ไบเจนต์ (Baigent) ของชื่อ ไมเคิล ไบเจนต์
  • แดน บราวน์ สร้างสรรค์ตัวละคร ผู้กองเบซู ฟาซ ขึ้นมาโดยมีภาพของ ฌอง เรโน อยู่ในใจ
  • ชื่อของผู้กองเบซู ฟาซ นั้น เบซู คือชื่อของสถานที่ตั้งวิหารอัศวินนักรบทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ส่วนคำว่า ฟาซ ในภาษาฝรั่งเศส แปลว่า ข้าม
  • (เฉพาะผู้ที่ชมภาพยนตร์แล้วเท่านั้น) ชื่อ โซฟี มาจากคำว่า โซเฟีย ในภาษากรีก ซึ่งแปลว่า สติปัญญา และคำว่า เนเวอ ในภาษาฝรั่งเศสแปลว่า ผู้สืบสายเลือด ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องราวที่เป็นปริศนาในเรื่อง
  • ชื่อของ บิชอป มานูแอล อริงกาโรซา มาจาก อริงกา ที่แปลว่า ก้างปลา และ โรซ่า ที่แปลว่า สีแดง
  • ฮานส์ ซิมเมอร์ รับหน้าที่ประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์แทน เจมส์ ฮอร์เนอร์ ซึ่งร่วมงานกับผู้กำกับ รอน โฮเวิร์ด มาเนิ่นนาน โดย เจมส์ รับข้อเสนอประพันธ์ดนตรีประกอบให้เรื่อง The New World ขณะที่ ฮานส์ ปฏิเสธไป เนื่องจากตารางงานไม่ลงตัว
  • จูลี่ เดลพี่ และ เคต เบกคินเซล คือนักแสดงสองคนแรกที่ถูกพิจารณาสำหรับบท โซฟี เนอเวอ
  • โซฟี มาโซ, โอเดรย์ โตตู, ลินดา ฮาร์ดี้, จูดิธ โกเดรช และ เวอร์จินี เลโดยอง คือผู้เข้ารับการคัดเลือกตัวในบทของ โซฟี เนอเวอ ซึ่งในที่สุด โอเดรย์ โตตู คือผู้ที่ได้รับบทนี้ไป
  • บิล แพ็กตัน คือคนแรกที่ผู้กำกับ รอน โฮเวิร์ด ต้องการให้รับบทเป็น โรเบิร์ต แลงดอน แต่เนื่องจากตารางงานของ บิล ไม่เอื้อต่อการถ่ายทำเรื่องนี้ รอนจึงเริ่มมองหานักแสดงคนใหม่ ได้แก่ รัสเซลล์ โครว์, เรล์ฟ ไฟน์ส, ฮิวจ์ แจ็กแมน, จอร์จ คลูนี่ย์ และ ทอม แฮงค์ ซึ่งดูเหมือนว่า รัสเซลล์ โครว์ จะเป็นที่ถูกใจที่สุด แต่ท้ายที่สุด รอน และผู้อำนวยการสร้าง ไบรอัน เกรเซอร์ กลับตัดสินใจเลือก ทอม แฮงค์
  • คริสโตเฟอร์ แอ็คเลสตัน และ อิงวาร์ เอ็กเกิร์ต ซิเกอร์รอสสัน เคยถูกพิจารณาให้รับบท สิลาส
  • เบื้องหลังการคัดเลือกนักแสดง มีนักแสดงหญิงเจ้าของรางวัลออสการ์ถึง 3 คน ยื่นขอเสนอที่จะขอรับบท โซฟี เนอเวอ แต่ ไบรอัน เกรเซอร์ ตอบปฏิเสธ เพราะเขาต้องการนักแสดงนำที่เป็นชาวฝรั่งเศสเหมือนตัวละครหลักจริงๆ
  • กระทรวงวัฒนธรรมของประเทศฝรั่งเศส ได้อนุญาตให้ทีมงานภาพยนตร์เรื่องนี้ เข้าไปถ่ายทำในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ได้ ซึ่งผู้กำกับ รอน โฮเวิร์ด และผู้อำนวยการสร้าง ไบรอัน เกรเซอร์ ต้องใช้เวลาถึง 3 เดือน ในการยื่นเรื่องขออนุญาต
  • เจ้าหน้าที่ของมหาวิหาร เวสต์มินส์เตอร์ แอบบี้ ในกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ ปฏิเสธไม่ให้ถ่ายทำเรื่องนี้ภายในวิหาร โดยให้เหตุผลว่าเรื่องราวในหนังสือนำความเสื่อมเสียมาให้คริสต์ศาสนา ดังนั้นทีมงานจึงต้องใช้ โบสถ์ลินคอล์น ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของอังกฤษเป็นสถานที่ถ่ายทำแทน
  • ระฆัง เกรต ทอม (Great Tom) แห่งโบสถ์ลินคอล์น ซึ่งจะถูกตีให้เกิดเสียงดังทุกคืนนั้น ได้หยุดส่งเสียงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา เมื่อมีการถ่ายทำเรื่องนี้ในโบสถ์ระหว่างวันที่ 15 - 19 สิงหาคม ปี 2005
  • เพื่อปกป้องพื้นผิวอาคาร และงานศิลปะที่อยู่ภายในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ จึงต้องมีการควบคุมการถ่ายอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ เช่น ไม่อนุญาตให้นำเครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่างๆ เข้าไปในลูฟร์ ในช่วงที่พิพิธภัณฑ์เปิดทำการ จึงต้องถ่ายทำในเวลากลางคืนระหว่างเวลา 22.00 น. ถึง 4.30 น. ของทุกคืนเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ทีมงานถูกห้ามไม่ให้ฉายแสงไฟลงบนภาพโมนาลิซ่า จึงต้องใช้รูปจำลองในขณะถ่ายทำ อีกทั้งไม่สามารถทำรอยเลือดและตัวหนังสือปริศนาลงบนพื้นไม้ตามเนื้อเรื่อง จึงต้องถ่ายทำฉากเหล่านี้ในสตูดิโอไพน์วู้ด นอกเมืองลอนดอน
  • มีการเนรมิตพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้การถ่ายทำฉากแอ็กชั่นทำได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยทีมงานต้องเตรียมภาพศิลปะเพื่อใช้ในการถ่ายทำกว่า 150 ภาพ โดยมอบหมายให้ศิลปิน เจมส์ เกมมิลล์ วาดภาพเหมือนงานศิลปะในลูฟร์ โดยเริ่มจากการถ่ายภาพเขียนจริงๆ ด้วยกล้องดิจิตอลความละเอียดสูง จากนั้นนำภาพดิจิตอลมาตบแต่ง วาดสีทับอีกครั้งด้วยพู่กัน และเทกนิกการวาดภาพต่างๆ
  • ทีมงานสร้างพิ้นไม้ในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์จากไม้เวอร์เนีย จากนั้นนำภาพพิมพ์ลายของพื้นจากสถานที่จริง คือ แกรนด์ แกลลอรี่ ของลูฟร์ ที่มีอายุหลายร้อยปี ไปพิมพ์ลงบนแผ่นพลาสติกขนาดใหญ่ก่อนที่จะปูลงไปที่พื้นทีละชิ้น ส่วนผนังหินอ่อน มุขหน้าต่าง และขอบบัวที่ใช้ในฉากจำลอง ก็มีสีและลวดลายแบบเดียวกันเป๊ะ
  • แต่เดิมภาพโมนาลิซ่า มีชื่อว่า ลา กองจิโอกองด์ด (La Gioconda) มีความเชื่อว่าภาพของโมนาลิซ่า แท้จริงคือภาพของอลิซาเบธธา ภรรยาคนที่ 3 ของพ่อค้าผู้มั่งคั่งนามว่า ฟรานเซสโก เดล กองจิโอกองด์ด อย่างไรก็ตามหลายเสียงคัดค้านว่าภาพนี้อาจเป็นภาพของ ลีโอนาโด ดาวินชี่ ที่แต่งตัวเป็นผู้หญิง และวาดผ่านภาพของเขาสะท้อนที่จากกระจกเงา
  • วิทรูเวียน แมน หรือรูปคนกางแขนบนดาวห้าแฉก ถูกวาดขึ้นเมื่อประมาณช่วงปี ค.ศ 1490 เป็นผลงานของ ลีโอนาโด ดาวินชี่ และได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพร่างที่ถูกต้องตามหลักสรีระศาสตร์มากที่สุด ด้านบนและล่างของภาพมนุษย์ในวงกลมและสี่เหลี่ยม เต็มไปด้วยตัวอักษรซึ่ง ลีโอนาโด บันทึกไว้ด้วยตัวอักษรแบบกลับด้าน ถอดความได้ว่า "ภาพนี้วาดขึ้นเพื่อเป็นการศึกษาสรีระของร่างกายมนุษย์เพศชาย ตามที่ถูกบันทึกไว้โดย วิทรูเวียส์" (นักปราชญ์ชาวโรมันในยุคก่อนคริสตกาล)
  • เดอะ ลาสต์ ซัปเปอร์ (The Last Supper) คือภาพเขียนบนฝาผนัง ซึ่งถ่ายทอดเหตุการณ์ อาหารค่ำมื้อสุดท้ายที่พระเยซูได้ร่วมโต๊ะกับสาวกทั้ง 12 คน ก่อนที่จะถูกตรึงไม้กางเขน ลีโอนาโด ดาวินชี่ วาดภาพนี้ ในปี 1495 และใช้เวลาวาดถึง 3 ปี
  • เรื่องนี้สร้างสถิติกวาดรายได้เปิดตัวในตลาดต่างประเทศสูงสุดตลอดกาล ด้วยรายได้ 154.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ลบสถิติแชมป์เก่า Star Wars: Episode III - Revenge of the Sith ที่ทำสถิติรายได้ไว้ 145.5 ล้านเหรียญสหรัฐ โดย 5 อันดับตลาดที่สร้างรายได้สูงสุด ได้แก่ อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และอิตาลี
  • 4 วันแรกที่เรื่องนี้เข้าฉายในเมืองไทย กวาดรายได้ไปทั้งสิ้น 50 ล้านบาท

advertisement

วันนี้ในอดีต

เกร็ดภาพยนตร์

  • Killer Elite - สร้างมาจากเหตุการณ์จริงที่นำมาเขียนเป็นนวนิยายในชื่อ The Feather Men โดย เซอร์รานุล์ฟ ไฟนน์ส นักเขียนและนักผจญภัยชาวอังกฤษ อ่านต่อ»
  • 30 กำลังแจ๋ว - เป็นผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของ โบ๊ท - นิธิศ วารายานนท์ และ ปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล อ่านต่อ»

เปิดกรุภาพยนตร์

The Age of Shadows The Age of Shadows เรื่องราวของสายลับในยุค 1920 ระหว่างกลุ่มต่อต้าน นำโดย คิมวูจิน (คองยู) ที่พยายามที่จะทำลายฐานบังคับการของญี่ปุ่นในกรุง...อ่านต่อ»