1. สยามโซน
  2. ภาพยนตร์
  3. ข่าววงการภาพยนตร์

เจ้ย หอบภาพยนตร์ ลุงบุญมีระลึกชาติ กลับมาเปิดตัวในไทย

เจ้ย หอบภาพยนตร์ ลุงบุญมีระลึกชาติ กลับมาเปิดตัวในไทย

หลังจากที่ไปคว้ารางวัลใหญ่ ปาล์มทองคำ จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส กับรางวัลปาล์มทองคำแล้ว ผู้กำกับภาพยนตร์นอกกระแส "เจ้ย - อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล" ก็ขอหอบเอาภาพยนตร์เรื่อง "ลุงบุญมีระลึกชาติ" หรือ "Uncle Boonmee Who Can Recall His Past Lives" กลับมาเปิดตัวที่ไทยให้คนไทยได้ชมกันบ้าง โดยได้จัดรอบสื่อมวลชนขึ้นเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ที่ผ่านมา ณ โรงภาพยนตร์เอสเอฟเอ็กซ์ เอ็มโพเรียม

ภายในงานก็มีคนดังและเหล่าผู้กำกับภาพยนตร์ของไทยมาร่วมแสดงความยินดี อาทิ "เพชร โอสถานุเคราะห์" "ไมเคิล เชาวนาศัย" "สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์" "นภ พรชำนิ" "ต้อม - ยุทธเลิศ สิปปภาค" "อุ๋ย - นนทรีย์ นิมิบุตร" "ปื้ด - ธนิตย์ จิตนุกูล" "ป๊อบ - อารียา สิริโสดา" "น้อย - กฤษดา สุโกศล แคลปป์" และ "ปิ๊ง - อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม"

เจ้ย ได้เปิดใจให้สัมภาษณ์ถึงความรู้สึกว่า "ก็ตื่นเต้นที่มีคนมาดูเยอะ แล้วก็รู้สึกดีใจ คือมันเร็วมากเลยนะฮะ เหตุผลหนึ่งก็คืออยากจะมูฟออนแล้ว อยากจะทำงานอื่นแล้ว (หัวเราะ) ก็เลยรีบๆ ฉาย แล้วก็เป็นข้อดีเพราะว่าเป็นประเทศที่สองด้วยที่ฉายจากฝรั่งเศส ก็เลยรู้สึกว่าเร็วที่สุดแล้ว ถ้าเทียบกับหนังเรื่องอื่น"

เจ้ย เผยด้วยว่ารู้สึกภูมิใจที่มีคนสนใจ และคงเป็นโอกาสดีที่คนที่ไม่เคยชมภาพยนตร์ของตนเอง จะได้มาลองชมกันในครั้งนี้ "ก็ภูมิใจครับที่ลูกเราได้มีคนสนใจเยอะ แต่ว่าตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับเขาแล้วแหละว่าคนดูจะมีผลตอบรับยังไง แต่ว่าพี่คิดว่ามันน่าจะเป็นการเปิดกว้างให้คนดู คนที่สนใจงาน ที่ไม่เคยดูหนังผมเนี่ยเข้ามาดูมากขึ้น ซึ่งถ้าไม่เข้าใจ หรือว่าไม่ชอบหนังผมเรื่องอื่น คุณก็คงไม่ชอบหนังเรื่องนี้เหมือนกัน (หัวเราะ) คงเป็นผู้กำกับคนแรกที่พูดอย่างนี้ แต่เราพูดจากใจจริงว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ

แต่ว่าพี่หวังว่าคนสนใจและมาดู ก็คือคนกลุ่มที่อาจจะไม่เคยดูหนังเราเลย แล้วก็อยากจะค้นพบอะไรลักษณะใหม่ๆ ซึ่งเป็นความเรียบง่าย พี่ว่ามันไม่ใช่หนังที่เหมือนกับว่าหวือหวา หรือทดลองมาก ผมว่ามันง่ายจนมันท้าทาย เพราะว่าพี่รู้สึกว่าหนังปัจจุบันอย่างฮอลลีวูดมันยาก เพราะว่าโครงเรื่องมันซับซ้อนแล้วก็เทคนิคอะไรอย่างนี้ แต่ว่าเรื่องนี้เหมือนกลับไปดูหนังเก่าๆ"

ผู้กำกับมือรางวัลกล่าวถึงเรื่องที่หลายคนพูดถึงความซับซ้อนในตัวภาพยนตร์ของเขาว่า เป็นบุคลิกของภาพยนตร์ที่ส่วนตัวแล้วเขาคิดว่าไม่ได้ซับซ้อนมากเท่าใดนัก "นี่เป็นสิ่งที่ทุกคนพูดกันอยู่นะฮะ ซึ่งจริงๆ แล้วเราก็คิดว่ามันเป็นบุคลิกของหนังมากกว่า เป็นบุคลิกที่พอเราพูดอะไรที่สวนกระแสในการทำหนังที่ต่างจากกระแสเนี่ย มันก็เลยดูซับซ้อนไป จริงๆ แต่ตัวพี่เองพี่ว่ามันไม่ซับซ้อนมาก"

เมื่อถามว่ากระแสตอบรับในแต่ละเรื่องนั้น ตีความไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ เจ้ย บอกว่า ไม่ แต่เป็นสิ่งที่เขานั้นชื่นชอบ เพราะคนดูได้เปิดกว้างในการชมภาพยนตร์ "ไม่เลย ซึ่งพี่ชอบมาก เพราะว่ามันคือความที่เรียกว่าโอเพนซีนีมา คือ หนังที่เปิดกว้าง คือพี่ไปฉายเนี่ย คนเขามาถามว่า เออ ฉันคิดว่ามันเป็นอย่างนี้ ฉันคิดว่าเป็นอย่างนี้เนี่ย แต่เขาไม่ได้บอกว่าผิดหรือว่าถูกในมุมมองของเราอย่างนี้ นี่คือพี่ดีใจมากเพราะว่าหนังมันเปิดกว้างให้คนดูตีความได้เองโดยไม่กลัว มันเหมือนการศึกษา คือเหมือนกับว่า เฮ้ย มันไม่มีถูกไม่มีผิดนะ ไม่มีขาวไม่มีดำ"

ด้านการทำงานยากขึ้นหรือไม่เมื่อได้รับรางวัลแล้วนั้น เจ้าตัวตอบว่า "มันยากขึ้นในแง่ที่เวลาเราน้อยลง เพราะว่าตอนนี้เนี่ยมันมีความสนใจเยอะ ซึ่งพี่หวังว่าความสนใจมันคงจะลดลงวันนี้ (หัวเราะ) แล้วก็เรื่องของสมาธิ กระบวนการทำงานมันจะดีขึ้น คือเราไม่อยากที่จะให้ว่อกแว่ก เพราะว่ามีตัวอย่างหลายตัวอย่างที่พอได้รางวัลนี้ ปาล์มเนี่ย แล้วก็เปลี่ยนสไตล์ทำหนังไปเลย คือเรามีความรู้สึกว่า เออ เนี่ยคือความท้าทายที่ว่า ทำยังไงเราจะไม่ใช่อย่างนั้น"

ส่วนเรื่องเหตุผลที่ทำเรื่องชาวบ้านนั้น เกิดจากแรงบันดาลใจที่อยากจะเก็บความทรงจำในวัยเด็กเอาไว้ และอาจจะเป็นเรื่องสุดท้ายที่จะทำในลักษณะนี้ "คือที่ผ่านมาเนี่ยพี่รู้สึกว่าเราประทับใจแล้ว เราอยู่ในขั้นที่เราพยายามรวบรวมความทรงจำ อันนี้เป็นความทรงจำรวมเกี่ยวกับพื้นที่แล้วก็ผู้คนด้วยที่เราโตมาที่ขอนแก่น

ถึงที่ขอนแก่นเนี่ยเราจะไม่ได้อยู่ในนั้นกับชาวบ้านจริงๆ แต่ว่าตอนพี่เด็กๆ เนี่ย ตอนที่ไปเคยเห็นคุณพ่อคุณแม่เป็นหมอ เราก็จะคุ้นเคยมาก ก็คือจะไปนั่งตรงที่คลินิกแล้วก็มีคนไข้มา คนไข้มาแล้วเรารู้สึกว่าที่นี่มีความเชื่อมโยงได้มากกว่าคนเมืองในช่วงนั้น แล้วเรารู้สึกว่ามันเป็นชีวิตที่ไม่ได้ต่างกันมากนะ หมายความว่าเราไม่ได้พูดว่า เฮ้ย นี่บ้านนอกหรือชาวบ้าน แต่ว่าวิถีชีวิตเขาจะต่างกัน จริงๆ มันไม่ใช่เลย เขามีความเครียด มีอะไรเหมือนกันทุกอย่าง ก็คือคนไทยเหมือนกัน พี่รู้สึกว่าอย่างความทรงจำในอดีตที่ผ่านมา แต่ว่ามาอยู่ที่กรุงเทพฯ ในระยะหนึ่งแล้ว แล้วก็ต่างประเทศอย่างนี้ ก็คือเรื่องต่อไปเนี่ยพี่คิดว่ามันน่าจะเปลี่ยนแล้วล่ะ"

กับเรื่องของรายได้นั้น เจ้ย บอกว่าไม่ได้คาดหวังเรื่องรายได้ในเมืองไทยสักเท่าไร "ไม่ได้คาดหวัง ถ้าจะถามจริงๆ ก็ไม่ได้มาก เพราะว่าพี่รู้ว่ากลุ่มคนดูหนังพี่คือใครครับ ถ้าพี่ได้ออสการ์พี่จะเปิดทุกโรงในประเทศไทยในเวลาเดียวกัน แต่พอดีมันไม่ใช่ออสการ์ เสียใจด้วย (หัวเราะ)"

ส่วนในเรื่องของการใช้นักแสดงที่ไม่ได้เป็นที่รู้จักหรือโด่งดังนั้น ผู้กำกับหนุ่มให้เหตุผลว่าเป็นเรื่องของเวลาและความสดใหม่ "ความสด แล้วก็เวลาที่เขามีให้เรา เต็มร้อย เต็มร้อยห้าสิบเลย ซึ่งพี่ว่าสำคัญมาก เพราะพี่ต้องการเวลากับนักแสดงมาก แล้วหนังเรื่องนี้เป็นหนังเล็กๆ เพราะฉะนั้นพี่ต้องทำหลายหน้าที่ด้วยในเวลาเดียวกัน เพราะฉะนั้นเวลาที่ให้กับนักแสดงเนี่ยอาจจะน้อยหน่อย เพราะฉะนั้นในเมื่อเขาอยู่กองถ่ายตลอดเนี่ย เรามีเวลาให้เขา พอเราว่างเนี่ย เขาอยู่เพื่อเราเสมอ พี่ไม่ได้มองว่าเขาโนเนมหรือว่าเล่นไม่เก่งอะไร เพราะพี่ก็รู้สึกว่าพี่ไม่โปรเฟสชันนอลเหมือนกัน มันคือการปรับเข้าหากัน"

นอกจากนี้ เจ้ย ก็ได้เล่าถึงบรรยากาศในวันที่ได้รับรางวัลว่ารู้สึกตื่นเต้น และพยายามที่จะไม่ประหม่า "พี่ตื่นเต้น แล้วพี่ก็พยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุดว่า ทำยังไงเราถึงจะไม่พูดผิด เพราะว่าพี่จดโพยไป (หัวเราะ) คือแน่นอนดีใจ แต่ว่าเรารู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่เราต้องไม่ตกกระได ไม่ประหม่ามากอะไรอย่างนี้ครับ พอประกาศ พอเริ่มเข้าหลังเวทีเราก็รู้สึก เฮ้ย นี่คือความจริงนะ นี่คือเราได้จริงๆ แล้ว"

ท้ายสุดก็ได้กล่าวฝากภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า "อยากให้ลองมาดูครับ หมายความว่าคนที่ไม่เคยดูหนังของผม ก็คืออยากให้ลองดูสิ่งที่ท้าทาย แต่ว่าท้าทายนี่ไม่ใช่หมายความว่าเราจะชกหน้าคุณนะ แต่ท้าทายในแง่ที่มันเป็นหนังที่เรียบง่ายมากๆ แล้วก็ถ้าอยากดูหนังที่มีโครงสร้างที่ไม่ใช่โครงสร้างมาตรฐาน แล้วก็มีความเรียบง่ายของภาพยนตร์ที่ไม่มีถูกไม่มีผิด ไม่ต้องคาดหวังอะไร ปล่อย นั่งสมาธิสบายๆ เรื่องนี้มีให้คุณ"

สำหรับคอภาพยนตร์นอกกระแส หรือผู้ที่ชื่นชอบในการกำกับของ เจ้ย ครั้งนี้ก็เป็นโอกาสดีที่จะได้รับชมกันกับผลงานล่าสุดของเขา ที่ได้ไปสร้างความภาคภูมิใจให้กับชาวไทยมาแล้วกับภาพยนตร์เรื่อง ลุงบุญมีระลึกชาติ ที่จะเปิดฉายเฉพาะในโรงภาพยนตร์ เอสเอฟเอ็กซ์ เอ็มโพเรียม ตั้งแต่ 24 มิถุนายน นี้ โดยในวันจันทร์ - ศุกร์ จัดฉายในเวลา 19.00 น. ส่วนวันเสาร์และวันอาทิตย์ จัดฉายสองรอบ คือ เวลา 14.00 น. และ 19.00 น. บัตรราคา 140 บาท พิเศษสำหรับนักเรียน นักศึกษา บัตรราคา 90 บาท (ขึ้นอยู่กับประเภทของที่นั่ง และวันที่ชมภาพยนตร์) สอบถามเพิ่มเติมโทร. 0-2268-8888

สงวนลิขสิทธิ์ © ห้ามคัดลอก ตัดต่อ
ดัดแปลงหรือเผยแพร่ในสื่อใดๆ ก่อนได้รับอนุญาต
กดเพื่อดูรูปใหญ่ ปัดซ้าย-ขวาเพื่อดูรูปถัดไป
  • รูปภาพ 1
  • รูปภาพ 2
  • รูปภาพ 3
  • รูปภาพ 4
  • รูปภาพ 5
  • รูปภาพ 6
  • รูปภาพ 7
  • รูปภาพ 8
  • รูปภาพ 9
  • รูปภาพ 10
  • รูปภาพ 11
  • รูปภาพ 12
  • รูปภาพ 13
  • รูปภาพ 14
  • รูปภาพ 15
  • รูปภาพ 16
  • รูปภาพ 17
  • รูปภาพ 18
  • รูปภาพ 19
  • รูปภาพ 20
  • รูปภาพ 21

ความคิดเห็น

ภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้อง

วันนี้ในอดีต

  • Happy New Year
    เข้าฉายปี 2014
    แสดง Shah Rukh Khan, Deepika Padukone, Abhishek Bachchan
  • Papicha
    เข้าฉายปี 2019
    แสดง Lyna Khoudri, Shirine Boutella, Amira Hilda Douaouda

เกร็ดภาพยนตร์

  • The Thing - เรื่องนี้ไม่ใช่ภาคต่อหรือภาพยนตร์ที่นำ The Thing (1982) กลับมาสร้างใหม่ แต่เป็นเรื่องราวปฐมบทหรือการบอกเล่าเรื่องราวก่อนหน้าภาพยนตร์ฉบับปี 1982 โดยได้แรงดลใจเดียวกัน คือ นวนิยายสยองขวัญเรื่อง Who Goes There? ที่แต่งโดย จอห์น ดับบลิว. แคมป์เบลล์ จูเนียร์ ปี 1938 อ่านต่อ»
  • Seeking Justice - ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดกล้องเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2009 และถ่ายทำเสร็จสิ้นเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2010 อ่านต่อ»
เกร็ดจากภาพยนตร์สามารถดูได้ในหน้าข้อมูลภาพยนตร์แต่ละเรื่อง

เปิดกรุภาพยนตร์

เรื่องราวความรักอันแสนงดงามของหนุ่มสาว 3 คู่ ซึ่งก่อเกิดขึ้น ณ ริมฝั่งแม่น้ำโขง เริ่มด้วยการเดินทางจากกรุงเทพฯ เพื่อมาท...อ่านต่อ»