มิว ศุภศิษฏ์ เล่าเส้นทางชีวิต แง้มเคล็ดลับสู้อุปสรรค

12 ส.ค. 64 23:58 น. / ดู 1,390 ครั้ง / 1 ความเห็น / 0 ชอบจัง / แชร์
"มิว - ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์" เป็นศิลปินนักแสดงมากความสามารถคนหนึ่งวงการบันเทิงไทย มาเปิดเผยเส้นทางจากเด็กเรียนสู่นักแสดงหนุ่มสุดปัง ที่เคยโดยปฏิเสธงานจนท้อจนเกือบเลิกตามฝัน พร้อมแง้มความรู้สึกที่งานเพลงดังไกล ติดอันดับบิลบอร์ดถึง 5 เพลงด้วยกัน ในรายการ คุยแซ่บ Show 
รู้สึกอย่างไรที่เพลงใหม่ติดอันดับบิลบอร์ดถึง 5 และได้รับการพูดถึงในนิตยสาร Forbes
"ก็ติด 5 เพลง มี Drowning, Missing You, Let Be Me, More And More, Time Machine รู้สึกดีใจมากๆ ตอนที่ผมรู้ข่าวคือทางบิลบอร์ด เขาทวิตเตอร์มาหาผมเอง ติดในหมวด Digital Song Sales Chart ส่วนที่ได้ขึ้นนิตยสาร ก็ดีใจและตื่นเต้น ตอนที่รู้ข่าวก็ตื่นเต้นมากๆ ก็อยากขอบคุณแฟนๆ มากๆ เพราะแฟนๆ คอยช่วยเหลือเรา คอยอยู่ข้างๆ เราตลอด"


คิดไหมว่าจะมาไกลขนาดนี้
"ก็ไม่ได้คิดว่าจะติดบิลบอร์ด หรือว่าจะมี Forbes เขียนถึง ก็เป็นเรื่องที่เซอร์ไพร์สมากๆ เพราะอัลบัมนี้เราต้องการแค่อยากทำเพลงที่มีคุณภาพให้กับแฟนๆ เพราะเรารู้สึกว่าแฟนๆ สนับสนุนเรามาตลอด เราก็อยากที่จะพัฒนาผลงานเรา ลองแนวเพลงใหม่ๆ แล้วเราก็ถ่ายทอดออกมาเป็น 10 เพลงนี้ ต้องบอกก่อนว่าตั้งใจมากจริงๆ ทั้งตัวผมเอง ทั้งคนที่มาร่วมงานด้วย"

นิตยสาร Forbes เขียนชื่นชมเราอย่างไรบ้าง
"Forbes ก็จะเขียนถึงเรื่องเพลงประมาณว่า เรามาใหม่ในเรื่องงานเพลงและเพิ่งมีอัลบัมแรกด้วย แต่สามารถติดชาร์ตได้ถึง 5 เพลง ซึ่งสุดยอดมากๆ ก็ต้องขอบคุณทาง Forbes ด้วย"

ก่อนเข้าวงการเป็นเด็กเรียนมาก่อน
"ใช่ครับ คือของผมจะอยู่ในกรอบมากๆ ก็จะตั้งใจเรียนมากๆ และก็ชอบเล่นเกม ติดเกม ชอบดูหนังปกติ และเป็นคนที่ขี้อายมากๆ ถามว่ามีความอยากเป็นนักแสดงตั้งแต่เด็กไหม คือถ้าเป็นเรื่องร้องเพลง เราชอบร้องเพลงอยู่แล้วแต่ไม่ถึงขั้นจะปล่อยเพลงออกมาออกมาจริงจัง ส่วนเรื่องการเป็นนักแสดงก็ไม่เคยคิดเลย และที่ไม่เคยไปประกวดร้องเพลงที่ไหน เพราะเราเป็นคนขี้อายมากๆ ขี้อายถึงขั้นไม่กล้าจับไมค์ ถ้าถือไมค์มือจะสั่น ถามว่าลึกๆ อยากเป็นศิลปินไหม ผมคิดว่าตอนนั้นอยากเหมือนกัน แต่เราไม่กล้าพอที่จะทำตรงนี้ เพราะว่ากลัวมากๆ กลัวไปหมดเลย เพราะตอนเด็กจะเป็นคนที่ชอบเอาความคาดหวังของคนอื่นมาใส่ตัวเอง เวลาไปหน้าชั้นก็จะคิดว่าอาจารย์จะคิดอย่างไรกับเรานะ เพื่อนๆ เราจะคิดอย่างไรกับเรานะ ก็เลยทำให้ไม่มีความเป็นตัวของตัวเองเลย ไม่รู้จะต้องวางมืออย่างไร ไม่รู้จะต้องพูดอย่างไรดี"


มีเรียนร้องเพลง มีเรียนแสดงไหม
"ถ้าตอนเด็กๆ เรายังไม่จริงจัง คือมันมีช่วงหนึ่งที่เรามีเวลาว่าง เราแค่อยากลองพัฒนาอะไรบางอย่างดู เราชอบร้องเพลงก็เรียนร้องเพลงดูไหม พอเรียนไปเรื่อยๆ มันทำให้เราได้ร้องให้คนอื่นฟังบ้าง ซึ่งทำให้เราคลายกังวลไปบ้าง"

จุดเริ่มต้นที่เข้ามาวงการบันเทิงคืออะไร
"เริ่มจากไปเรียนพิเศษ คือไปเรียนติวเข้ามหาวิทยาลัยที่สยาม แล้วไปเจอโมเดลลิง  ซึ่งเขาบอกเราว่าเราหน้าตาโอเคมากเลย มาแคสต์โฆษณาให้พี่หน่อยได้ไหม มีสัญญาให้เซ็นเลย คือผมก็ตกใจมาก แล้วก็โทรหาบอกหม่าม้าก่อน อยากให้ไปลองแคสต์โฆษณาดู แล้วก็อยากให้เซ็นสัญญาเลย หม่าม้าบอกว่าเอาสัญญากลับมาดูก่อนไหมถ้าอยากทำก็ลองทำไปก่อน สุดท้ายไม่ได้เซ็น ตอนไปแคสต์ก็ได้เหมือนกันเป็นซิมมือถือแต่ไม่ได้ถ่าย"


แต่กว่าจะได้เล่นโฆษณาแคสต์โฆษณามาเยอะมาก
"ใช่ๆ ถามว่าแคสต์ถึงร้อยไหมน่าจะถึง เพราะมีช่วงหนึ่งที่เราแคสต์งาน 7 วันเลย แล้วแต่ละวันเราก็แคสต์ 3-4 งาน วนไปเรื่อยๆ แต่ไม่ได้ นอกจากแคสต์โฆษณาก็มีไปเดินแบบ ไปถ่ายนิตยสาร  ตอนเดินแบบผมยังคิดว่าน่าจะสบายกว่างานอื่น เพราะเราแค่เดินเฉยๆ แต่พอเราไปดูรูปแล้วทำไมเราดูแย่จัง คือนักเดินแบบเก่งๆ เขาต้องมีอินเนอร์บางอย่างเพื่อนำเสนอเสื้อผ้าที่เขาใส่อยู่ ซึ่งตอนที่ผมเดินแรกๆ ผมไม่รู้เรื่องก็เลยรู้สึกว่าทำไมเราดูแย่จังเลย"

อยากรู้ว่า มิว เรียนมาทางด้านไหน
"เรียนวิศวะ เพราะตอนม.6 เคยถามหม่าม้ากะปะป๊าว่าขอเรียนนิเทศน์ได้ไหม แต่ท่านว่าไม่เอา เพราะอาม่าอยากให้เรียนวิศวะกับหมอเท่านั้น ผมเลยเรียนวิศวะ เพราะถ้าเรียนหมอต้องเรียนนาน ต้องเรียน 6 ปี แถมยังต้องไปเรียนสายเฉพาะอีก ถ้าเรียนหมอก็คงจะต้องยุ่งมากๆ คงไม่มีเวลามาแคสต์โฆษณาอะไรแบบนี้  แต่ตอนนี้เรียนนานกว่าเรียนหมอ เรียนยันเอก เรียนมา 8-9 ปีแล้ว"


ดู มิว ผูกพันกับครอบครัว
"คือผมรู้สึกว่าเราเติบโตมาเพราะมีพวกท่านดูแลมาโดยตลอด ผมรู้สึกอบอุ่น และท่านเป็นที่ปรึกษาให้เราได้และท่านก็คอยให้กำลังใจเราตลอด เวลาที่เรามีคำถามอะไร หรือว่ามีอะไรที่ต้องตัดสินใจที่มันยากมากๆ ก็จะคอยปรึกษาท่าน"

ทำไมเลือกคุยกับคนที่บ้านก่อนที่จะคุยกับเพื่อน
"คือผมรู้สึกว่าเพื่อนเราจะชอบเออออตาม ไม่อย่างนั้นคงเป็นเพื่อนกันไม่ได้หรอก (หัวเราะ) บางทีเราอยากจะได้มุมมองที่มองไกลกว่าเรา ก็เลยเลือกที่จะปรึกษาคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่าเราบ้าง หรืออาจจะเป็นคนที่เด็กกว่าเราเยอะๆ"


จบวิศวะทำไมไม่ทำงานด้านวิศวะ
"คือมีช่วงหนึ่งที่ได้ไปเรียนต่อ ช่วงนั้นจะว่างมากๆ และที่บ้านก็จะรุ้สึกว่าทำไมไม่ยอมทำงานต่อสักที ผมเลยรู้สึกว่าเรายังอยากทำงานตรงนี้อยู่ คือถ้าเราไปทำงานด้านวิศวะเราต้องจริงจังแน่นอน และคงไม่ได้มาทำงานด้านนี้อีกแล้ว"

ทำงานหลายอย่าง แล้วที่บ้านก็มีกิจการของตัวเอง อยากรู้ว่าที่บ้านอยากให้สืบทอดกิจการไหม
"เอาจริงๆ  คุณพ่อคุณแม่ยังไหว ท่านรู้สึกว่าเราอยากทำอะไรเราก็ไปก่อนได้เลย ส่วนตัวธุรกิจที่ท่านทำอยู่ ก็จะเป็นธุรกิจที่คอยซัปพอร์ตเราเมื่อเราไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไร"


การเป็นผู้จัดละครนี่ใช่ความฝันของตัวเองไหม
"เป็นอาชีพหนึ่งที่ผมอยากทำมากๆ ตอนนี้เป็นผู้จัดซีรีส์เรื่อง The Ocean Eyes เป็นซีรีส์ที่ร่วมทุนกับฝั่งอเมริกาด้วย ฝั่งจีนด้วย เป็นซีรีส์ที่มีโปรดักชัน ที่มีต่างประเทศมาเข้าร่วมด้วย ซึ่งขอบอกก่อนว่าเป็นเรื่องของสัตวแพทย์ทางทะเลนั้นเป็นเรื่องแรกของเอเชียเลย"

ซีรีส์เรื่อง The Ocean Eyes เรื่องราวเป็นอย่างไร
"เป็นเรื่องราวของทีมสัตวแพทย์ เป็นสัตวแพทย์ทางทะเลมีชื่อทีมว่า The Ocean Eyes เป็นทีมท็อปของประเทศไทย แล้วทีนี้ก็จะมีการรับบุคลากรใหม่เข้ามา ก็จะมีตัวละคร 4 ตัว ชื่อ นที  เกรซ พริตตี้ เซ้นท์ ซึ่ง 4 ตัวละครนี้เป็นสมาชิกใหม่ที่เข้ามาในทีม แต่ละคนก็จะมีพื้นเพมาจากคนละครอบครัว มีปมในชีวิตคนละอย่างกัน พอมาอยู่ในทีมนี้การทำงานร่วมกันเป็นอย่างไรบ้าง การที่แต่ละคนมีความสามารถเฉพาะตัว จะมาอะแดปในการทำงานร่วมกันได้อย่างไร เวลาเจอเคส เจอปัญหาต่างๆ ตัวละครแต่ละตัวจะไปในทิศทางไหน ก็อยากให้มาติดตามกัน"


ลงทุนถึงขั้นเปิดสตูดิโอเอง
"คือหลังจากที่โควิดมามันจะมีช่วงล็อกดาวน์แรกๆ  ที่เราได้มานั่งทบทวนตัวเองว่ายังมีอะไรที่ยังอยากทำอยู่แต่ยังไม่ได้ทำ ซึ่งผมคิดว่าที่จะทำได้ในตอนนั้นคือการร้องเพลง อยากทำเพลง ก็เลยรู้สึกว่า ถ้าจะทำเพลงก็ควรจะเปิดค่ายขึ้นมาเพื่อจะดูแลเราคนเดียวเพื่อที่จะเป็นศิลปิน เราอยากทำเพลงที่เป็นตัวเราจริงๆ ทั้งตัวเนื้อเพลง ตัวเอ็มวี สไตล์ต่างๆ คือเราอยากทำเองหมดเลย อยากมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน คือถ้าเราอยู่ค่ายก็ต้องทำตามเขาส่วนหนึ่ง แต่ถ้าเราสามารถทำเองได้ มันก็เป็นผลงานของเราก็เลยคิดว่าทำเองดีกว่า"

เวลาเจออุปสรรคสู้อย่างไร
"อย่างแรกเลยคือเรามีคนมากมายรักเรา เราไม่อยากไปทำลายความรักของเขา ไม่อยากดูถูกความรักที่เขาให้เรามา งานทุกอย่างมันมีเหนื่อยอยู่ แต่ถ้าเราล้มเลิกไป แล้วคนที่คอยให้ความรักเรามา เขาจะติดตามเราจากไหน แล้วเขาจะเติมพลังใจของเขาได้อย่างไร เพราะเราเป็นพลังใจของเขาจริงๆ เราก็เลยรู้สึกว่าเราล้มได้แต่ต้องลุกให้เร็วที่สุด เราเหนื่อยได้ แต่ต้องฟื้นให้เร็วที่สุด และต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอเพื่อตอบแทนสิ่งที่เขาให้มาโดยตลอด"


ได้บทเรียนอะไรกับมรสุมกับการวิพากษ์วิจารณ์ของคนบ้าง
"อย่างแรกคือเราห้ามคนวิจารณ์ไม่ได้ เพราะเราเลือกมาอยู่ในจุดที่มีคนวิจารณ์อยู่แล้ว วงการบันเทิงเป็นงานศิลปะ เรื่องคำวิจารณ์มันมีอยู่แล้ว ถ้าคำวิจารณ์มันเพื่อปรับปรุงพัฒนาเรา เราจะพัฒนาตัวเอง แต่ถ้าอันไหนเป็นการสาดอารมณ์ใส่เรา เรารู้สึกว่าเราปล่อยไปดีกว่าเพราะมันไม่ได้ช่วยอะไรเราเลย อันนี้คืออย่างแรก อีกอย่างหนึ่งคือในทุกๆ วงการคนที่มีความสามารถเท่านั้นถึงจะอยุ่รอด สุดท้าย ถ้าเราหยุดพัฒนาตัวเองมันจะมีคนที่จะมาแซงเรา จะมีคนที่จะมาแทนเราอยู่เสมอ เราต้องสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ให้เราเก่งขึ้น"

ในอดีต มิว เคยอกหักจริงเหรอ แล้วทำอย่างไร
"ผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงอกหัก อาจจะเป็นเพราะจีบใครไม่เป็นสักเท่าไร สาวๆ ที่บอกเลิกส่วนใหญ่ก็จะบอกว่าเข้ากันไม่ได้ ซึ่งเราก็รู้แหละว่าเราเข้ากันไม่ได้จริงๆ เพราะบางทีเราอยากได้อย่างหนึ่งเขาอยากได้อย่างหนึ่ง สุดท้ายก็ไม่มีใครลดหย่อนเข้าหากัน ก็อยู่ด้วยกันไม่ได้"

ปัจจุบันสถานะหัวใจเป็นอย่างไร
"ปัจจุบันก็โสด โสดมาหลายปีอยู่เหมือนกัน เพราะตอนที่งานหนักมากๆ เราก็จะจริงจังกับงาน แล้วคนที่เราคุยอยู่เขาเป็นรองเรื่องงาน เขาคงจะไม่ค่อยแฮปปี้ ผมก็เลยเกรงใจเขา แล้วก็รู้สึกว่าเราไม่มีเวลาให้เขา ก็เลยยังไม่พร้อม"


เพลงใหม่ Drowning แต่งให้กับผู้หญิงคนหนึ่งที่สำคัญมากในชีวิต
"เพลงนี้แต่งให้อาม่า ตอนที่เริ่มแต่งเพลงนี้ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวทะเล ได้ไปดำน้ำ แล้วคิดว่าถ้าเราได้แต่งเพลงอยากแต่งเพลงที่เกี่ยวกับการจมลงไปจังเลย เพราะว่าเราชอบความรู้สึกที่ได้ดำลงไปในน้ำ แล้วก็นึกว่าถ้าเล่าเรื่องการจม เราจะเล่าเรื่องอย่างไรให้มีดูแล้วอบอุ่นต้องทำอย่างไรดี ก็เลยนึกว่าถ้ามันเป็นการจมไปในความทรงจำล่ะ ความทรงจำดีๆ ของใครคนหนึ่งที่บางครั้งเราอาจจะไม่ได้อยู่กับเขาแล้ว มันทำให้ความรู้สึกเหล่านี้เรารู้สึกถึงอาม่าก่อนเป็นคนแรก เพราะอาม่าเสียไปได้ 5 ปีแล้ว แต่เวลาที่เราเหนื่อย เวลาที่เราเศร้า เวลาที่เราท้อ เราก็จะนึกถึงภาพตอนที่เขาอยู่ด้วย แค่เขาทำข้าวผัดให้เรา นึกถึงตอนที่เขาทำโกโก้ให้เรากินตอนเช้า ตอนที่เขาคอยโอ๋เราเวลาที่เราเสียใจ ก็มีความสุขแล้ว"

รู้สึกอย่างไรกับกระแสตอบรับ
"ดีใจมากๆ เสียใจอย่างหนึ่งที่เราไม่ได้ทำตรงนี้ตอนที่เขายังอยู่ และเหตุผลหนึ่งที่ผมยังโกออนในเส้นทางนี้อยู่ เพราะตอนที่เขาเสีย เรายังไม่มีผลงานจริงๆ จังให้เขาดูเลย แม้ตอนนี้ไม่รู้ว่าเขาจะอยู่รูปแบบไหน เขาเกิดใหม่หรือเปล่าเราก็ไม่รู้ แต่ถ้าเรามีชื่อเสียงโด่งดังมากๆ จนไปถึงเขาได้ มันก็คงจะดีมากๆ"

แก้ไขล่าสุด 13 ส.ค. 64 00:12 | เลขไอพี : ไม่แสดง | ตั้งกระทู้โดย Windows 10

อ่านต่อ คุณอาจจะสนใจเนื้อหาเหล่านี้ (ความคิดเห็นกระทู้ อยู่ด้านล่าง)

ความคิดเห็น

#1 | lovemessi | 13 ส.ค. 64 16:29 น.

   

ไอพี: ไม่แสดง | โดย Windows 10

แสดงความคิดเห็น

จะต้องเป็นสมาชิกจึงจะแสดงความคิดเห็นได้
เป็นสมาชิกอยู่แล้ว ลงชื่อเข้าใช้ระบบ
ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สมัครสมาชิกใหม่
หรือจะลงชื่อเข้าใช้ระบบด้วย Google หรือ Facebook ก็ได้
ลงชื่อเข้าใช้ระบบด้วย Facebook
ลงชื่อเข้าใช้ระบบด้วย Google