โอม เพิร์ธ มาดีปทอล์กแชร์ความเจ็บปวดถึงสิ่งที่เขาต้องเจอ จากการต้องอยู่ในแสงสปอร์ตไลท์

12 พ.ค. 66 19:05 น. / ดู 6,263 ครั้ง / 3 ความเห็น / 0 ชอบจัง / แชร์
เป็นมากกว่าเพื่อนพี่น้องที่ร่วมงานกันแบบไม่มีอะไรต้องสงสัยอีกแล้วสำหรับ 2 หนุ่ม โอม ภวัต & เพิร์ธ ธนพนธ์
ที่หลังจากได้ร่วมงานกันใน สองเดือดเลือดเดียวกัน แฟนๆ ก็ได้เห็นความสัมพันธ์ที่พวกเขาคอยซัปพอร์ตกัน
ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว และอย่างในบทสัมภาษณ์ล่าสุดกับทาง FEED พวกเขาก็ได้มาเปิดใจดีปทอล์ก
ถึงการได้มาอยู่ในจุดที่สปอร์ตไลท์ส่องว่าชีวิตพวกเขาต้องเจอกับอะไรบ้าง และเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาทำให้
พวกเขาเติบโตขึ้นมากแค่ไหน

ถ้าให้รีแคปถึงชีวิตของตัวเองในปีที่ผ่านมา เพิร์ธบอกว่า เขาก็มีความสุขดี ได้เจอมิตรภาพที่ดี
ได้ทำในสิ่งที่อยากได้ค้นพบตัวเองบางเรื่องก็เลยทำให้เราโตมาเป็นแบบนี้ ซึ่งในอนาคตอาจจะเปลี่ยนไปอีก
เพราะเราอาจจะเจออะไรที่ไม่ได้รับมือเข้ามา ผมว่าผมรู้จักตัวเองมากขึ้น แล้วเราได้พบสิ่งที่พักใจของเรา
มันทำลายตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา แต่รู้สึกว่าตัวเองได้กลับมาฮีลใจตัวเอง ได้ค้นพบบางสิ่งบางอย่างเล็กๆ ที่ทำให้เราเติมเต็ม จนมาที่นี่ได้เจอคนรอบข้างที่ดี ครอบครัวอีก
ฝั่งของโอม ก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างทั้งเรื่องดีและไม่ดี เรื่องไม่ดีเราก็ได้มาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน บางทีเราอาจจะยังไม่รู้จักตัวเองดีพอด้วยซ้ำ ให้เวลามันค่อยเรียนรู้ไปเรื่อยๆ




พูดถึงเส้นทางที่เลือกเดิน ตัวโอมบอกว่า เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะเป็นนักแสดง แต่พอได้โอกาสตอน ม.4 ก็พยายามทำให้ดี
และพอได้ฟีดแบ็กที่ดีกลับมาก็มีแรงทำต่อ ผมว่าผมมีความเป็นตัวเองสูงมาก ไม่ค่อยยอมใคร ไม่ค่อยปรับตัวเท่าไร ตรงนี้เป็นอุปสรรคของผมในพื้นที่ตรงนี้ บางทีเราต้องอยู่ในสถานการณ์ มันก็เป็นอีกจุดที่ตรงนี้สอนผม เพราะถ้าไม่มีโอกาสได้มาอยู่ตรงนี้ ก็อาจใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ
ซึ่งเคสของเพิร์ธ ก็เหมือนกัน ด้วยความที่โอกาสมาถึงเรา หลังจากนั้นก็ทำมาเรื่อยๆ ยาวจนถึงทุกวันนี้ จริงๆ ชื่อเสียงเป็นอุปสรรคมากในช่วงนึงในการใช้ชีวิตบางอย่าง แต่ทุกวันนี้เมเนจได้ละ มันมีทั้งด้านที่มันดีและทำร้ายเราทำร้ายจนกราฟการเป็นนักแสดงดิ่งลง และที่บอกว่าได้ค้นพบบางอย่างที่มีความสุขในชีวิตได้โดย ไม่ได้ใช้ด้านนี้ และโอมได้เสริมว่า แต่ก่อนเขาเชื่อว่าถ้าอยากไปทางไหนก็ให้ตัวเองพาเดิน
แต่หลายๆ อย่างพัดพาเราให้ไปอีกทาง
ซึ่งเพิร์ธเองก็บอก พรหมลิขิตหรือโชคชะตาก็อาจจะเป็นอีกส่วน
หรือเราจะนิยามก็ได้แต่ทุกอย่างล้วนเกิดจากสิ่งที่เราตั้งใจและพยายามทำ





ทั้งคู่ยังได้แชร์มุมมองเรื่องการประสบความสำเร็จ อย่างโอมมองว่า ความสำเร็จของเขาเกิดขึ้นได้ทุกวัน
เช่นวางเบรกดาวน์ 10 ซีนถ่ายครบ 10 ซีนนี่ก็คือสำเร็จแล้ว เลยไม่ได้เอาความสำเร็จมาเป็นจุดที่ตายตัว

ส่วนเพิร์ธมองว่า ถ้าจะบอกตัวเองประสบความสำเร็จคือวันที่ประกาศว่าไม่รับงานแล้ว และมองย้อนกลับไปนี่คือสิ่งที่เราสร้างมาทั้งหมด แต่ตอนนี้มันอยู่ในช่วงระหว่างทางที่กำลังเดินอยู่กว่าจะไปถึงจุดนั้น และการมาอยู่ในจุดนี้ จากเด็กที่ไม่ต้องคิดอะไร ได้เจอผู้คนที่แตกต่างกันไป มันได้สอนให้เราเรียนรู้ทั้ง ความผิดหวัง สุข ทุกข์ ครบเลย
ได้อะไรมาหลายอย่างและเสียอะไรมาหลายอย่างเหมือนกัน
ซึ่งโอมก็ได้แชร์ในส่วนของเขา ก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง ได้เห็นมุมมองที่กว้างกว่า จะตอบว่าคุ้มก็พูดยาก จุดที่คุ้มก็คุ้มจริงๆ แต่จุดที่ไม่คุ้มเลยที่ทำจิตใจเราเสียมันก็มีจริงๆ
ถ้าอะไรที่ดีเราเก็บไว้ขอบคุณ อะไรที่ไม่ดีเราเรียนรู้แก้ไขปรับปรุงซ้ำไม่ให้เกิด แต่การจะจัดการตัวเองให้ได้ พูดตามตรงวันนี้ยังทำไม่ได้เลย ยังไม่รู้เลยว่าอยู่แบบเป็นจิตวิญญาณของตัวเองจริงๆ มันต้องทำยังไง มันยากมาก ใช้คำนี้ดีกว่า
พยายามหาวิธีอยู่กับมัน ปรับตัวมีสติ





พูดเรื่องนี้ทีมงานเลยแนะเรื่องการเข้าพบจิตแพทย์ ซึ่งตรงนี้ทั้งคู่ก็เห็นตรงกันว่า ควรปรึกษาสุดๆ
แบบนักแสดงไทยควรให้ค่ากับสิ่งนี้ เพราะบางคนไม่รู้จิตใจโดนทำร้ายไปขนาดไหน แต่เห็นเป็นเรื่องปกติ

และโอมได้เสริมเพิร์ธในเรื่องนี้ สิ่งที่แย่กว่าคือไม่ว่าจะเลวร้ายขนาดไหน ก็มีความรู้สึกว่า พวกเราต้องยิ้มตลอดเวลา
จุดนี้เป็นจุดที่ทำร้ายจิตใจเหมือนกัน
😭




ต่อเนื่องกันเพิร์ธก็ได้แชร์ในส่วนของเขาว่าจริงๆ ชีวิตต้องการอะไร ก็คิดไว้คร่าวๆ ถ้าถึงจุดนึงคงไปทำอย่างอื่น
อย่างที่บอกวงการบันเทิงมันทำจิตใจเราเป็นเหมือนกราฟที่ขึ้นลงตลอดเวลา ไม่มีความสงบอยู่ในอาชีพนี้เลย 
สิ่งที่ต้องการมากที่สุดในชีวิตคือความนิ่งของจิตใจเรา ความเรียบง่ายเหมือนเส้นตรงที่ไม่ต้องขึ้นสุดลงสุด
แต่ยังไม่รู้อนาคตจะเป็นยังไง
และโอมก็ได้แสดงความเห็นเรื่องการขึ้นจุดสูงสุดของคนเราว่า
มันขึ้นแล้วลงยาก วันนึงมันเคยอยู่แบบนี้ และวันนึงไม่ได้อยู่แบบนี้มันจะรู้สึกยังไง เหมือนเรามีแฟนวันนึงไม่เขาอยู่
ก็อยู่ไม่ได้ แต่ก็ต้องปรับตัวความทุกข์ทรมานที่ต้องเรียนรู้ อาชีพนี้ก็ต้องได้รับเหมือนกัน





แต่ถึงจะเจออะไรหนักหนามา ทั้งคู่ก็มีครอบครัวเป็นกำลังใจที่สำคัญ
และโอมเล่าถึงแม่เขาให้ฟังว่า แม่พูดกับผมตลอดทุกวันเลย ไม่ไหวก็กลับมาได้นะ ยิ่งเขาพูดยิ่งไม่อยากออก
ยิ่งต้องทำให้เขาเห็นว่าเราทำได้ เราไม่ยอมแพ้ มันเป็นพลังให้ผมไปต่อ





และถ้าถามอนาคตของโอมเพิร์ธในอีก 5 ปีข้างหน้า
เพิร์ธ: ก็ยังเป็นแบบนี้ และค้นหาตัวเองต่อไป
โอม: คงเจอจุดอะไรบางอย่างที่ทำให้ชีวิตแฮปปี้ขึ้นบ้าง ก็จะ 28 เข้าสู่ช่วงกลางคน
ต้องมีแพสชั่นที่ปลุกเราขึ้นมาในแต่ละวันแล้วแหละ อยู่กับปัจจุบันสำคัญมาก ผมล่องลอยมากเลย ภาพในอดีต
เรื่องราวในอนาคต บางอย่างผ่านไปแล้วอยากแก้ไขแก้ไขไม่ได้ บางอย่างยังไม่เกิดขึ้นก็กลัวไปหมด
แม้แต่ ณ วินาทีนี้ผมอยู่กับเพิร์ธคุยกับพี่ มีความสุข นั่งยิ้ม มันไม่มีอะไรต้องเครียด แต่มันทำไม่ได้
แต่โอมมึงต้องทำให้ได้ ยากมากเลยครับ





คุยเรื่องหนักๆ กันไปแล้ว ทั้งคู่ยังได้พูดถึงความรู้สึกการจากการร่วมงานกันในซีรีส์
เพิร์ธ: ก็อุ่นใจ คนใกล้ตัวสนิททำงานง่าย เปิดใจกันง่าย แงะใจกันง่าย
ถ้าคนไกลตัวมันแงะใจกันยาก อันนี้มันเปิดได้ง่าย

โอม: ก็ตื่นเต้นดี เราเห็นเขาในมุมเล่นเฮฮา แต่พอต้องมาเห็นในจริงจัง
มุมคนทำงาน มันก็แปลกใหม่ดี




#โอมภวัต #เพิร์ธธนพนธ์

ขอบคุณภาพและคลิปจาก
FEED
แก้ไขล่าสุด 10 มิ.ย. 66 08:54 | เลขไอพี : ไม่แสดง | ตั้งกระทู้โดย Windows 10

อ่านต่อ คุณอาจจะสนใจเนื้อหาเหล่านี้ (ความคิดเห็นกระทู้ อยู่ด้านล่าง)

ความคิดเห็น

#1 | sz465199 | 15 พ.ค. 66 12:39 น.

   

ไอพี: ไม่แสดง | โดย Windows 10

#2 | เซียนThscoreพารวย | 16 พ.ค. 66 15:27 น.

   

ไอพี: ไม่แสดง | โดย Windows 10

แสดงความคิดเห็น

จะต้องเป็นสมาชิกจึงจะแสดงความคิดเห็นได้
เป็นสมาชิกอยู่แล้ว ลงชื่อเข้าใช้ระบบ
ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สมัครสมาชิกใหม่
หรือจะลงชื่อเข้าใช้ระบบด้วย Google หรือ Facebook ก็ได้
ลงชื่อเข้าใช้ระบบด้วย Facebook
ลงชื่อเข้าใช้ระบบด้วย Google