เกร็ดน่ารู้จาก Hancock

เกร็ดน่ารู้
  • เจย์ เฮด รับบท แอรอน ลูกชายของครอบครัวเอ็มเบรย์ เจย์อายุ 11 ปี เคยแสดงละครโทรทัศน์เรื่อง Friday Night Lights ที่ ปีเตอร์ เบิร์ก ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้เคยกำกับ แต่คณะผู้สร้างภาพยนตร์ก็ได้พิจารณานักแสดงกว่า 30 คนก่อนจะมาลงเอยที่ เจย์
  • ชาร์ลิซ เธอรอน ผู้รับบทเป็น แมร์รี่ เล่าว่าผู้กำกับ ปีเตอร์ เบิร์ก ไม่ชอบสั่งคัตหลังถ่ายทำจบฉาก
  • ผู้กำกับภาพ โทเบียส ชไลส์เลอร์ เคยร่วมงานกับผู้กำกับ ปีเตอร์ เบิร์ก มาก่อนใน The Rundown (2003) และ Friday Night Lights (2004) ในภาพยนตร์เรื่องนี้เขาได้ร่วมงานกับช่างกล้อง เดวิด ลุกเคนบาก และ ลูคัส บีแลน การถ่ายทำบางส่วนในภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้เทคนิคแฮนด์เฮลด์ที่สร้างชื่อให้กับ ปีเตอร์ รวมทั้งเทคนิคใหม่ที่ ปีเตอร์ ไม่เคยทำมาก่อน คือถ่ายทำฉากเดียวกันด้วยระดับกล้องและเลนส์ที่แตกต่างกันออกไป
  • ฉากที่ยากที่สุดสำหรับ วิลล์ สมิธ คือ ฉากลอยตัวเหนือท้องถนน 100 ฟุตในตอนกลางคืน ก่อนที่จะร่วงลงมาจนลวดสลิงรั้งตัวไว้ตอนที่อยู่สูงจากพื้น 2 ฟุต ภายในเวลาเพียงแค่ 1 วินาทีครึ่ง
  • วิลล์ สมิธ ผู้รับบท แฮนค็อค เล่าว่าแม้แต่การเหินฟ้าจากม้านั่งก็อาจทำให้เจ็บตัวได้ เพราะลวดสลิงจะดึงตัวนักแสดงด้วยแรงมหาศาล ถ้าเกร็งตัว ก็อาจคอเคล็ดหรือเอ็นร้อยหวายฉีกขาดได้ หรือไม่ก็อาจจะกดน้ำหนักบนเข่ามากเกินไป ซึ่งนักแสดงจะไม่รู้ตัว กระทั่งทำซ้ำๆ หลายครั้ง จนเริ่มรู้สึกเจ็บปวดเล็กๆ น้อยๆ
  • ฉากผาดโผนเปิดเรื่องเป็นฉากที่กลุ่มอันธพาลกลุ่มเล็กๆ หนีจากที่เกิดเหตุด้วยรถเอสยูวี และ แฮนค็อค ซึ่งรับบทโดย วิลล์ สมิธ ก็ตามไล่ล่าพวกเขา ฉากนี้ต้องใช้เวลาถ่ายทำหลายสัปดาห์ในสถานที่หลายแห่ง ผสมกับการถ่ายทำกับฉากเขียวด้วย พวกเขาต้องปิดทางหลวงหมายเลข 105 ถึง 5 วัน และใช้กล้องแฮนด์เฮลด์ถ่ายภาพรถพลิกคว่ำหรือระเบิด หรือรถกลิ้งทับรถอีกคัน ผู้ประสานงานฉากต่อสู้ ไซมอน เครน ต้องทำงานอย่างใกล้ชิดกับแผนกวิชวลเอฟเฟ็กต์และสเปเชียลเอฟเฟ็กต์
  • บ้านของตัวละครครอบครัว เอ็มเบรย์ ที่ยูนิเวอร์แซลสร้างขึ้นเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นบ้านที่มีน้ำไฟพร้อม สามารถใช้ในงานชิ้นอื่นๆ ได้ต่อไป แม้จะไม่มีห้องน้ำหรือชั้นสองที่สมบูรณ์ แต่ก็มีคนอยากซื้อมาครอบครองเพื่ออยู่อาศัยจริง
  • ผู้สร้างภาพยนตร์ใช้เวลา 6 สัปดาห์ถ่ายทำฉากปล้นธนาคารตรงหัวมุมถนนฟิกัวโรและฟิฟธ์สตรีต แผนกศิลป์สร้างธนาคารแห่งนี้ขึ้นเองทั้งหมด ตั้งแต่หน้าต่างไปจนถึงโคมระย้าคริสตัล ทุกสัดส่วนของพื้นที่โถงดูทันสมัย พวกเขาสร้างขึ้นโดยตระหนักว่าจะต้องถ่ายทำโดยเห็นจากทุกมุม และฉากนี้จะต้องถูกทำลายในระดับความรุนแรงต่างๆ ตามบทภาพยนตร์
  • การถ่ายทำฉากสำคัญในภาพยนตร์เรื่องนี้จะต้องปิดถนนฮอลลีวูดบูเลอร์วาร์ด ซึ่งอยู่ระหว่างออเรนจ์อะเวนิวและไฮแลนด์อะเวนิว เป็นเวลา 1 สัปดาห์ ปกติถนนใหญ่เส้นนี้จะปิดในโอกาสพิเศษจริงๆ เท่านั้น เช่น พิธีประกาศผลรางวัลอคาเดมีอวอร์ด หรือการเดินขบวนในวันคริสต์มาส ขณะปิดถนนฮอลลีวูดบูเลอร์วาร์ด มีผู้คนในฮอลลีวูดและแฟนภาพยนตร์ของ วิลล์ สมิธ มาเยี่ยมชมการถ่ายทำมากมาย
  • ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย หลุยส์ มินเกนบัก เคยร่วมงานกับผู้กำกับ ปีเตอร์ เบิร์ก มาก่อนแล้วใน The Rundown (2003) พวกเขาเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เข้ามาทำงานในฮอลลีวูดใหม่ๆ เมื่อ 20 ปีก่อน แต่เนื่องจากตารางงานไม่ลงตัว จึงไม่ค่อยมีโอกาสได้ร่วมงานด้วยกันเท่าไรนัก
  • หลุยส์ มินเกนบัก เคยออกแบบเครื่องแต่งกายให้ตัวละครซูเปอร์ฮีโร่มาก่อนแล้ว ในภาพยนตร์ X-Men (2000), X2 หรือ X-Men 2 (2003) และ Superman Returns (2006) สำหรับชุดซูเปอร์ฮีโร่ของ แฮนค็อค ซึ่งรับบทโดย วิลล์ สมิธ นั้น ผู้กำกับ ปีเตอร์ เบิร์ก ระบุไว้ว่าต้องไม่ใช่สแปนเด็กซ์ (ผ้ายืด) ไม่ใช้ผ้าคลุม และไม่มีกางเกงในด้านนอกกางเกง
  • นอกจาก อากิวา โกลด์แมน จะอำนวยการสร้างเรื่องนี้แล้ว เขายังอำนวยการสร้าง I Am Legend (2007) ภาพยนตร์ที่ วิลล์ สมิธ แสดงนำเช่นกัน นอกจากนี้ยังได้ร่วมงานกับ วิลล์ ในฐานะมือเขียนบทเรื่อง I, Robot (2004) ด้วย
  • บริษัท โอเวอร์บรูก เอนเตอร์เทนเมนต์ ที่อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นบริษัทของ เจมส์ แลสซีเตอร์ กับ วิลล์ สมิธ ซึ่งเคยอำนวยการสร้างภาพยนตร์มากมาย โดย วิลล์ แสดงนำเองเป็นส่วนใหญ่ เช่น Ali (2001), I, Robot (2004), Hitch (2005) และ The Pursuit of Happyness (2006) นอกจากนี้บริษัทยังผลิตละครโทรทัศน์แนวตลกเรื่อง All of Us ที่ วิลล์ กับ จาดา พิงเก็ตต์ สมิธ ภรรยาของเขา เป็นผู้อำนวยการสร้างเอง
  • เดิมภาพยนตร์เรื่องนี้มีชื่อเรื่องว่า Tonight, He Comes บทภาพยนตร์เรื่องนี้แพร่กระจายทั่วฮอลลีวูดมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว
  • บริษัทวอร์เนอร์ บราเธอร์ส ปฏิเสธที่จะสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ บริษัท โซนี่ พิคเจอร์ส จึงเข้ามาแทน
  • ฉากรถไฟถูกทำลายเสียหายในภาพยนตร์เรื่องนี้ ถ่ายทำที่ซานเปโดร ในแคลิฟอร์เนีย โดยบริษัทคมนาคม แปซิฟิก ฮาร์เบอร์ ไลน์ ให้ความร่วมมือโดยให้ใช้ขบวนรถไฟหัวจักรขับเคลื่อนด้วยดีเซล ชื่อ อาร์อาร์ พีเอชแอล เอสดี18 ขบวนที่ 40 คณะผู้สร้างภาพยนตร์เปลี่ยนชื่อรถไฟในภาพยนตร์ใหม่ ให้เป็นชื่อที่แต่งขึ้นว่า เซาธ์แลนด์ แอนด์ เวสเทิร์น อาร์อาร์

advertisement

ข่าวบันเทิง

วันนี้ในอดีต

เปิดกรุภาพยนตร์

Parts Per Billion Parts Per Billion เรื่องราวของคู่รัก 3 คู่ที่ถูกสถานการณ์ของสงครามบีบให้ตัดสินใจเลือกการเปลี่ยนแปลง ความรักให้ทั้งแรงบันดาลใจและบางครั้งก...อ่านต่อ»