วิจารณ์ มหา'ลัย เหมืองแร่

ไปที่หน้า
วิจารณ์ภาพยนตร์
  • เมื่อ 17 ก.พ. 55 17:25

    จำได้ว่าเรื่องนี้เคยดูตอน ก่อนเข้าม.1 เป็นหนังที่ให้แรงบันดาลใจดีมาก เวลาท้อแท้หดหู่ดูหนังเรื่องนี้ช่วยได้เยอะ(ทำให้ผมสอบติดม.1ด้วย) เป็นหนังไทยไม่กี่เรื่องที่ชอบมากๆรักอาจินต์...

  • เมื่อ 15 ต.ค. 54 02:29

    ดูเรื่องนี้ช้าไป 6 ปี


    ยกให้เป็นหนังไทยที่ชอบมากที่สุดค่ะ

  • เมื่อ 19 ก.ค. 52 22:50

    (มาช้า แต่อยากบอก)
    ไม่ได้ศึกษาอะไรมาก่อนทั้งสิ้น แถมไม่ได้ดูในโรง เพิ่งได้แผ่นมาเลยมีโอกาสได้ดู

    ชอบมากๆ เลย เป็นหนังไทยในดวงใจอีกเรื่อง
    ให้ข้อคิดดีมากๆ ไม่สอนคนตรงๆ จริงๆ ก็ไม่ได้อ่านหนังสือนะ แต่ชอบตรงที่ใช้การเปรียบเทียบ แล้วก็การเล่าเรื่องเป็นขั้นเป็นตอน
    อีกอย่างหนึ่ง ชอบมุมกล้อง...การถ่ายทอดแบบว่าไม่ตัดฉากไปมา สลับนั่นนี่ แต่เป็นการตั้งกล้องไว้กับที่ แล้วให้นักแสดงเล่นไป นี่แหละคือการบอกเล่าที่ดีที่สุดและไม่หลอกคนดู

    ตอนจบนั้นเล่นเอาอมยิ้มเลย คิดไม่ถึงจริงๆ อยากให้มีหนังอย่างนี้ออกมาเยอะๆ แทนที่หนังไร้สาระทั้งหลายที่ไม่ให้อะไรเลยนอกจากเสียงหัวเราะแห้งๆ ออกจากโรงมาก็ลืมเนื้อหาหมด

    แจ้งลบ
  • เมื่อ 8 พ.ย. 48 18:58

    หนังดีครับ แต่น่าจะรอให้ Star war ออกก่อนแล้วเหมืองแร่ค่อยฉาย เล่นลงโรงแข่งกันก็สู้ไม่ไหวซิครับ ไม่งั้นรายได้อาจจะเพิ่มขึ้นมากกว่านี้ซักเท่านึงก็ได้ใครจะไปรู้.....

  • เมื่อ 16 ต.ค. 48 22:01

    เป็นหนังที่ดีกว่าที่คาดหวังไว้มากเลยครับ...
    คำบรรยายที่ใช้เล่าประกอบเรื่องในหนังนั้น สวยงามมาก
    บรรยายได้ไหลลื่นเคล้ากับสายฝนโปรยปรายอย่างกลมกลืน

    คุณจิระ เก่งมาก
    จะรอชมผลงานเรื่องต่อไปอีกครับ

  • เมื่อ 9 ก.ค. 48 15:12

    ผู้กำกับคนนี้ ทำหนัง ออกมาแล้ว ภาพ สวยมากๆๆๆๆ

    ชอบตั้งแต่ 15 ค่ำ เดือน 11 แล้ว

    เรื่องนี้ ภาพก็สวย ดี ชอบๆๆๆๆ

    .....เสียดาย ที่ หนังเรื่องนี้ มีคนดูน้อยไป กว่าที่ควรจะเป็น

  • เมื่อ 6 ก.ค. 48 15:47

    เป็นหนังที่ดี สะท้อนชีวิตคน สุดยอดเลย

  • เมื่อ 21 มิ.ย. 48 16:00

    ชอบภาพยนตร์เรื่องนี้มาก ไม่ผิดหวัง
    ต้องเข้าใจว่าหนังเรื่องนี้เนื้อเรื่องมาจากหนังสือซึ่งเป็นเรื่องจริง
    จะให้เติมแต่งมากเกินไปมันก็ไม่ดี (คนแต่ง ยังมีชีวิตอยู่)

    ขอให้กำลังใจคนทำงานทุกคน (โดยเฉพาะผู้กำกับ)
    จะติดตามผลงานต่อไป

  • เมื่อ 18 มิ.ย. 48 15:33

    ตอนแรกเห็นตัวอย่างหนังเป็นอะไรที่อยากดู มากๆ แต่...
    พอดูแล้วผิดหวังเล็กๆ คิดว่าน่าจะทำได้ดีกว่านี้ คือจริงๆแล้วผมคาดหวังกับหนังเรื่องนี้ไว้สูงมากๆ ว่ามันต้องดีmax แต่ยอมรับว่าภาพสวยดีครับ แต่ผมว่ามันขาดอะไรหลายๆอย่าง คือตัวผมก็เคยได้ยินเรื่องเหมืองแร่มานาน (ตอนเข้าปี1) แต่ยังไม่เคยได้อ่านหนังสือเลย กะจะมาดูหนังก่อน.... ยังไงก็เป็นกำลังใจให้หนังไทยต่อไปนะ

  • เมื่อ 16 มิ.ย. 48 22:44

    ส่วนสิ่งที่แย่ที่สุด ของคนดูหนังในเมืองไทยคือ
    "อคติ"ครับ กับการ"บ้าฝรั่ง"ครับ
    ถ้าเป็นหนังฮอลีวู้ดห่วยๆ
    "คนไทยจะเข้าไปดูก่อน แล้วออกมาด่า"

    แต่ถ้าเป็นหนังไทยที่อาจจะยังไม่ดีนักแต่ไม่ได้เลวร้ายมาก
    "คนไทยจะด่าตั้งแต่ยังไม่ได้ดู"

    มหา'ลัยเหมืองแร่กับหนังไทย คนดูและผู้สร้าง
    และแล้ว มหา'ลัยเหมืองแร่ก็ต้องลุ้นหนักอย่างสุดๆ

    และสองสัปดาห์ให้หลังมา หนังที่มาจากค่ายที่คนดูหนังส่วนใหญ่ ยกให้เป็นค่ายแห่งหนังห่วยก็ลงโรง

    และด้วยรายได้เปิดตัวที่แทบไม่ต่างกับ มหา'ลัยเหมืองแร่ เลย

    กับผลรายรับที่ออกมา ก็เป็นคำถามและความรู้สึกคาใจอีกครั้งกับคุณภาพของหนังและรายรับที่หนังได้
    รสนิยมของคนดูหนังคนไทยกับความรู้สึกของคนดูหนังไทยส่วนใหญ่เมื่อเห็นหนังไทยออกมาแต่ละเรื่อง
    และคำถามที่ถูกตั้งตลอดมา เมื่อได้เห็นกรณีเช่นนี้

    หนังไทยดีๆนั้น ไม่มีวันได้ตังเลยหรือ

    และสิ่งที่น่าขำทุกครั้ง จนเป็นฉากตลกร้ายไม่มีที่สิ้นสุดของหนังไทยก็คือ
    คนดูหนังไทยทุกคน โหยหาหนังดีเหลือเกิน แต่พอหนังดีจริงมา กลับไม่ไปดูกัน แต่พอมีหนังไม่ถึงคุณภาพ กลับแห่ไปดูกันได้
    และเมื่อเจอหนังไม่ถึงคุณภาพเข้าไปมาก คนดูก็เริ่มปลง และความคาดหวังต่อหนังไทยก็ตกต่ำลง จนเป็นผลลัพธ์ของรายได้ที่ต่ำลงทุกวัน

    ถามว่างานนี้จะโทษใครดี

    ถ้าจะให้โทษกันคงโทษไม่ได้ เพราะอันที่จริง ผู้สร้างแต่ละรายก็สร้างหนังด้วยหวังอยากให้ผู้ชมมีความสุขกับหนังที่สร้างมาให้ดู

    แต่ถ้าจะให้โทษกันจริงๆ คงต้องโทษกันทั้งสองฝ่าย ที่มีส่วนต่อการถอยหลังลงอย่างช้าๆของหนังไทยในเวลานี้

    เริ่มแรกต้องโทษทางฝ่ายผู้สร้างก่อน ที่ไม่รู้จักที่จะสรรหาคนที่มีความรู้ความสามารถทางภาพยนตร์จริงๆ มาสร้างสรรค์หนังไทย
    การควบคุมคุณภาพหนังก่อนออกมาสู่สายตาประชาชนยังไม่ถึงขั้น จริงอยู่ที่ตอนนี้มีค่ายที่พอจะดูดีในเรื่องคุณภาพหน่อย แต่กระนั้น ค่ายอื่นกลับไม่ได้มีตรงนี้ คือความตั้งใจน่ะ มีเต็มร้อยแน่ แต่เรื่องคุณภาพของหนังกลับไม่ได้มีเต็มร้อยอย่างที่ควรเป็น
    หนังบางเรื่อง ก็ปล่อยให้หลุดออกมาได้ ทั้งที่คุณภาพก็เหลือจะรับ บางเรื่องคุณภาพก็ธรรมดาจนไม่เห็นพัฒนาการของคนสร้างหนัง

    จนบางครั้ง แฟนหนังไทยที่เคยดูหนังไทยยุคเก่า ถึงกับมีบ่นว่า ขนาดหนังยุคเก่ามันยังดีกว่าหนังยุคนี้อีก

    กลายเป็นว่า คุณภาพถอยหลังลงคลอง !!!

    พอมีมากเข้าๆ ภาพรวมของหนังไทยก็ดูหมองลง ตกต่ำลง คนดูขยาด เพราะมองไปทางไหนก็เห็นแต่หนังไม่ถึงคุณภาพเต็มไปหมด
    ในที่สุด หลายคนที่เคยสนับสนุนหนังไทยตอนที่เพิ่งฟื้นขึ้นมา ก็พากันบอกเลิกศาลา ไม่สนับสนุนหนังไทยอีกต่อไป เพราะทนมาพอแล้ว

    และที่ตลกที่สุด เมื่อคนดูกำลังเลิกจะสนับสนุนหนังไทย ก็จะมีหนังดีโผล่มาทุกที

    และอีกฝ่าย ก็ต้องโทษทางคนดูด้วย ที่วัฒนธรรมการดูหนังโรงก็มีมาหลายปี แต่พัฒนาการการพิจารณาหนัง กลับไม่มีตามไปด้วย
    หนังหลายเรื่อง อ่านหน้าหนังก็เห็นกันชัดๆว่า คุณภาพไม่ถึง ผู้สร้างหนังสร้างมา...ในภาษาของคนดูก็คือ...สร้างมาหลอกคนดู
    หนังบางเรื่อง หรือที่ถูกต้องพูดว่า หลายเรื่อง โปรโมตในแบบที่คนดูหนังก็รู้อยู่แล้วว่า มันต้องห่วยแน่ หรือดูไปก็งั้นๆ ไม่มีดีอะไร

    แต่ก็ยังอุตส่าห์เข้าไปดูจนได้ เหมือนกับว่า ไม่มีอะไรทำแล้ว ก็เลยไปดูให้เสียตังเล่น

    แล้วก็ออกมาด่าตามฟอร์ม...

    แต่พอมีหนังดีออกมา มีคนมาป่าวประกาศ ทั้งนั่งยันนอนยันว่าหนังดีจริงๆ (ที่ไม่ใช่อัศวพักตร์ที่รับจ้างพูดโปรโมตหน้าโรงหลังรอบสื่อ)
    คนดูก็กลับตั้งการ์ดเสียดื้อๆ กลัวว่ามันจะเป็นหนังหนักอึ้ง ไร้ความสนุกสนานเฮฮา ถ้าเข้าไปดู สงสัยตรูจะหัวน็อกพื้นตอนหนังจบแหงๆ

    เลยกลายเป็นกรรมของหนังดีเรื่องนั้น ที่ต้องซวยไป ทั้งที่คุณภาพนั้น ถึงระดับที่คนดูโหยหา แต่ก็เป็นคนดูที่กลับทรยศ ตั้งการ์ดเมินหนังเสียเอง

    หนังดีหลายเรื่อง รายได้ไม่สูงอย่างที่มันควรจะได้ หนังดีบางเรื่องกว่าจะเท่าทุนก็แทบตาย จะมีรอดมาได้ ก็กำไรแค่นิดๆหน่อยๆ

    และพอผู้สร้างเห็นว่าไม่ได้เงิน ลงทุนกับหนังดีไปตั้งมาก แต่กลับได้ไม่คุ้มเสีย ก็เลยไม่รู้จะลงทุนไปให้เจ็บตัวทำไมอีก
    ผลลัพธ์ก็เลยกลายเป็นวังวนที่เห็นอยู่ ผู้สร้างก็ต้องสร้างหนังที่ตีหัวเข้าบ้านได้ รับประกันรายได้ว่า ยังไงก็ไม่ขาดทุนหนัก
    หนังที่หน้าหนัง เอาไปหลอกคนดูได้ว่า เป็นหนังสนุกมาก เพราะขืนเอาหนังดีไปให้ดู ดีให้ตาย คนดูก็ตั้งการ์ดใส่หนังอีก จะไปได้อะไร

    เมื่อหนังที่คนดูตอบรับส่วนใหญ่ เป็นหนังคุณภาพไม่ถึง ผู้สร้างก็ไม่รู้สึกว่าจะต้องเข้มงวดคุณภาพ สร้างให้เสร็จ หาหน้าหนังได้ ก็ขายได้แล้ว
    คนดูเองก็ขาดการศึกษาหนังก่อนจะเข้าไปดู เห็นเรื่องการศึกษาหนังก่อนไปดูเป็นเรื่องวิชาการไป ทั้งที่เขาหมายถึง แค่อ่านเรื่องย่อ แค่นั้นเอง
    ก็เลยกลายเป็นว่า หนังเรื่องไหน โปรโมตมากๆ ใส่ฉากขายมากๆ ให้ดาราออกมาพูดมากๆ สร้างข่าวฉาวให้มากๆ เดี๋ยวคนมันก็เข้าไปดูแล้ว

    ผู้สร้างก็มักง่าย ส่วนคนดูก็ซื่อบื้อ

    กว่าจะตาสว่าง ก็หลังดูหนัง เพิ่งรู้ว่าตัวเองถูกหลอก แต่รู้ทั้งหลอกก็ยังเต็มใจให้หลอกอีกตั้งหลายเรื่อง โดนหลอกแล้วก็ยังไม่เข็ด
    ก็เลยกลายเป็นความสัมพันธ์แบบอุบาทว์ๆ ที่ผู้สร้างก็ไม่รู้จะทำยังไงให้คนมาดูหนังดี ส่วนคนดูก็กลัวแสนจะกลัวหนังดีเหลือเกิน

    หนังบางเรื่อง รู้อยู่แล้วว่าเป็นหนังดีที่น่าไปดู แต่พอโปรโมตน้อยไปหรือไม่ตรงเป้า ก็เลยสงสัย ก็พาลไม่ไปดูเสียอย่างนั้นแหละ
    ทั้งที่ความเสี่ยงมันมีน้อยกว่าการเข้าไปดูหนังที่รู้อยู่แล้วว่าคุณภาพไม่ถึง แต่ดูเหมือนคนดูคนไทยจะเต็มใจที่จะเสี่ยงตายไปดูหนังแบบหลังมากกว่า

    คนตายก็เลยเป็นผู้สร้างหนังดี กับวงการหนังไทย

    สิ่งที่ควรจะแก้ไข เพื่อให้หนังไทยไม่ถอยหลังไปมากกว่านี้ ก็คือ
    ผู้สร้างจะต้องรู้จักพิถีพิถันในเรื่องคุณภาพงานให้มากขึ้น หาสิ่งที่โดนใจคนดูมากขึ้น และเลิกเสียที กับการสร้างหนังแบบหวังหน้าหนังไว้ก่อน
    ต้องคัดคนให้มากกว่าเดิม ต้องกล้าโละคนทำหนังที่ไม่ถึงคุณภาพทิ้ง ให้โอกาสคนทำหน้าใหม่ที่มีคุณภาพขึ้นมา ทำให้เกิดการแข่งขันกัน
    คนทำหนังคุณภาพไม่ถึง จะรู้สึกว่าตัวเองกำลังโดนคนเก่งกว่ามาตี จะต้องรีบพัฒนาฝีมือให้มากขึ้น เพื่อที่จะอยู่รอดได้
    ก็จะกลายเป็นผลดีต่อคนทำหนัง ที่จะแข่งกันสร้างหนังดีออกมา ซึ่งจะทำให้วงการหนังไทยเจริญได้มากกว่าที่เป็นอยู่

    ส่วนคนดูก็จะต้องรู้จักศึกษาหนังให้มากกว่านี้ ก่อนเข้าไปดู ศึกษาไม่ใช่ให้ไปเปิดตำราหนังสือ แต่อ่านเรื่องย่อและดูเนื้อหนังจากสิ่งโปรโมต
    หัดลองเทียบประสบการณ์ในการดูหนังของตัวเอง เอามาวัดว่าหนังแบบไหนที่ควรไปดู ไม่ไปดู หนังเรื่องไหนที่ควรไปสนับสนุนเพื่อคนทำหนังดี
    คนดูต้องไม่ดูหนังเพราะแรงโปรโมต ต้องมีวิจารณญาณเองว่าหนังไหนดีไม่ดี หนังแบบไหนควรไปดู หนังแบบไหนควรสลัดทิ้ง ไม่สนับสนุน

    เพราะถ้าคุณยังกล้าเข้าไปดูหนังห่วยได้ ทั้งที่ก็รู้ว่าห่วย แล้วทำไมคุณไม่กล้าเข้าไปดูหนังดี กลัวมันจะหนักหัวไปหรือ

    เพราะคนดูหนัง กับผู้สร้างหนัง ก็เหมือนแฟนบอลกับทีมฟุตบอล มันต้องพึ่งพาอาศัยกัน ทีมฟุตบอลขาดคนเข้ามาดู ก็ขาดใจ ทำทีมต่อไปไม่ได้
    บอลที่เตะห่วย ใครอยากไปดู คนก็อยากไปดูบอลดีๆ ก็เหมือนกับหนัง คนก็อยากดูหนังดีๆ แต่ถ้าหนังดีมาแล้วไม่ไปดู แล้วคนทำหนังดีจะอยู่ได้อย่างไร

    ทั้งผู้สร้างและคนดู มีส่วนสำคัญที่จะทำให้หนังไทยยังคงอยู่อย่างสง่างามหรือไม่เอาถ่าน
    หนังที่คนเลือกดู ก็จะเป็นภาพสะท้อนของลักษณะของคนชาตินั้นด้วยว่า ดูหนังแบบไหน มีความรู้สึกนึกคิดแบบใด

    ไม่ต้องกลัวหนังดีหรอกครับ หนังดีมันไม่เคยหลอกคุณ อย่าถือว่า ต้องเข้าไปดู แต่ให้รู้สึกว่า ควรเข้าไปดูจะดีกว่า
    เพราะถ้าหนังดีไม่มีคนดู ต่อไปก็ไม่มีใครกล้าสร้าง เพราะคนไม่ยอมดู ผู้สร้างเองก็ไม่ได้มีเงินมาถลุงเล่นมากมาย
    ถ้าเราดูหนังดีมากขึ้น ผู้สร้างเขาจะได้เอาเงินไปลงกับหนังดีมากขึ้น ดีกว่าให้ไปลงกับหนังไม่เอาไหน แต่เรากลับเข้าไปดู แล้วเราก็ด่า

    ถ้าเราอยากเห็นหนังดีมาอีก เราควรเข้าไปดู เพราะถ้าไม่ดู อีกกี่นานเท่าไหร่ กว่าจะมีหนังดีมาให้ดูอีก
    ถ้าเราเข้าไปดูมากๆ มันจะได้มาเร็วขึ้น บ่อยขึ้น เราจะได้ไม่ขาดหนังดีไว้ดูไงครับ

    ปล. เพราะบ้าฝรั่ง เชื่อฝรั่ง เนี่ยแหล่ะเมืองไทยเลยต้องเจอวิกฤตทางเศรษฐกิจ เมื่อปี 2540 (ช่วยกันเผยแพร่กระทู้นี้ครับ เพื่อความเป็นเอกราชทางความคิดของชาติไทย)

มีทั้งหมด 74 วิจารณ์ หน้าที่ 1 [ก่อนหน้า] 1 2 3 4 5 6 7 8 [ถัดไป]
เขียนวิจารณ์
จะต้องลงชื่อเข้าใช้ระบบก่อน จึงจะเขียนวิจารณ์ได้
เป็นสมาชิกอยู่แล้ว ลงชื่อเข้าใช้ระบบ
ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สมัครสมาชิกใหม่
หรือจะลงชื่อเข้าใช้ระบบด้วย Google+ หรือ Facebook ก็ได้
Facebook | Google+

advertisement

วันนี้ในอดีต

  • เด็กหอเด็กหอเข้าฉายปี 2006 แสดง จินตหรา สุขพัฒน์, ชาลี ไตรรัตน์, ศิรชัช เจียรถาวร
  • ConstantineConstantineเข้าฉายปี 2005 แสดง Keanu Reeves, Rachel Weisz, Shia LaBeouf
  • Million Dollar BabyMillion Dollar Babyเข้าฉายปี 2005 แสดง Clint Eastwood, Hilary Swank, Morgan Freeman

เกร็ดภาพยนตร์

  • Remember Me - ครั้งแรกที่ อัลเลน โคลเตอร์ ได้อ่านบทภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งในตอนนั้นยังใช้ชื่อเก่าว่า Memoirs อัลเลน ติดใจที่เรื่องราวในภาพยนตร์เกิดขึ้นในนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นบ้านเกิดและที่อยู่อาศัยของเขา และ อัลเลน สนใจที่จะสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับความซื่อสัตย์และความรักของหนุ่มสาวที่บริสุทธิ์มานานแล้ว นอกจากนี้เขายังติดใจฉากเปิดมากอีกด้วย ทั้งหมดนี้ทำให้เขาตัดสินใจรับงานกำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ อ่านต่อ»
  • It's Complicated - ผู้เขียนบท ผู้กำกับ และผู้อำนวยการสร้าง แนนซี เมเยอร์ส ยอมรับว่าเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้โดยอ้างอิงจากชีวิตจริงของตน แม้เธอจะไม่เคยมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับอดีตสามีเหมือนในเรื่องก็ตาม นอกจากนี้เธอยังหาแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ยุค 70 ของผู้กำกับ พอล มาเซอร์สกี เช่น An Unmarried Woman (1978) และ Bob & Carol & Ted & Alice (1969) อ่านต่อ»

เปิดกรุภาพยนตร์

Assassination Assassination ประเทศเกาหลีปี 1933 ถูกกองทัพญี่ปุ่นยึดครอง นักสู้กองกำลังต่อต้านหลายคนถูกบีบให้ลี้ภัยไปอยู่ประเทศจีน ตอนนี้สมาชิกกองกำ...อ่านต่อ»