1. สยามโซน
  2. เพลง
  3. ข่าวสารวงการเพลง

ยิ่งใหญ่สมการรอคอยกับงาน Bangkok 100 Rock Festival

ยิ่งใหญ่สมการรอคอยกับงาน Bangkok 100 Rock Festival

ผ่านพ้นไปแล้วกับงานเทศกาลดนตรีร็อกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย กับงาน "Bangkok 100 Rock Festival 2006" ที่นำเอาวงดนตรีชั้นนำระดับโลกมาแสดงดนตรีสดให้แฟนๆ ชาวไทยและต่างประเทศได้ชมให้เห็นความสุดยอดของวงชั้นนำมีระดับกับตาของตัวเอง ในวันที่ 18 - 19 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ณ. เลคไซค์ ริมทะเลสาบ เมืองทองธานี ตั้งแต่เวลา 12.00น. เรื่อยไปจนถึง 24.00 น. เรียกว่าเต็มอิ่มสะใจคอดนตรีร็อกทุกคน

บรรยากาศภายในงานวันแรกมีวงอิสระหลายวง มาเปิดการแสดงดนตรีสดบริเวณลานด้านหน้าให้ได้ชมกันเต็มที่ ส่วนเวทีใหญ่ด้านในเริ่มต้นด้วยศิลปินจากประเทศไทย "ฟลัว" ที่ขนเพลง "ความหลัง" "เธอจะมีชีวิตอยู่ต่อไป" รวมถึง "ยื้อ" เพลงเก่าของวงพอส ที่ร้องเพื่อรำลึกถึงการจากไปของ "โจ้ - อัมรินทร์ เหลืองบริบูรณ์" นักร้องนำ ต่อด้วยเพลง "ฤดูที่ฉันเหงา" และเพลงเก่า 2 เพลง คือ "ปล่อยไปตามหัวใจ" และ "เปลี่ยน"

ส่งต่อให้วงเมทัลร็อก "อีโบล่า" ที่ขึ้นมาร้องเพลง "ความเป็นไป" "Make Yourself" โดยพวกเขาออกตัวว่าเล่นเพลงช้าไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ แต่ก็อยากจะร้องให้ได้ฟังกัน นั่นคือเพลง "ทรมาน" "สิ่งที่ฉันเป็น" "กลับสู่จุดเริ่มต้น" 3 เพลง ก่อนที่จะเล่นเพลง "Get Out" เป็นเพลงสุดท้าย และกระโดดลงมาจากเวทีไปทักทายคนดูที่อยู่ด้านหน้าเวที เรียกว่าเป็นการแสดงที่สนุกสนานสะใจคนดูจริงๆ

ตามด้วยการแสดงของ "โมเดิร์นด็อก" ที่นำเอาเพลง "ติ๋ม" ขึ้นมาเล่น ต่อด้วยเพลงที่คนดูชาวไทยร้องตามกันได้ดีในเพลง "ช่วงเวลา" "ตาสว่าง" หลังจากนั้น "ป๊อด - ธนชัย อุชชิน" นักร้องนำ ก็ได้เล่นกีตาร์พร้อมทั้งร้องในเพลง "ผ่าน" "ขอบคุณ" ต่อเนื่องความสนุกแบบไม่จำกัดด้วยเพลง "บุษบา" "แดดส่อง" และ "สบายใจ"

จากนั้นก็เข้าสู่ช่วงพักให้ทางทีมงานขึ้นมาติดตั้งอุปกรณ์สำหรับการแสดงของวงต่อไป จวบจนเวลาผ่านไปสักครู่ 4 หนุ่มวง "dEUS" (ดีอุส) จากเบลเยียม ก็ได้ขึ้นมาเล่นคอนเสิร์ตเป็นวงแรกสำหรับศิลปินต่างประเทศ โดยเลือกเพลง "7 Days, 7 Weeks" ขึ้นมาเล่นเป็นเพลงแรก ต่อด้วย "Instant Street" และเพลงในอัลบั้มใหม่ "Pocket Revolution" "Stop - Start Nature" และ "Bad Timing"

เนื่องจากวงนี้อาจจะยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก และด้วยจังหวะของดนตรีช้าๆ กลางๆ ก็เลยทำให้คนดูยังไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมไปกับเพลงของพวกเขาสักเท่าไร จนมาถึงเพลง "Include Me Out" ก็พอจะทำให้ฝรั่งบางคนร้องตามไปได้ จนทางวงต้องงัดเอาเพลงเก่าๆ อย่าง "Fell Off the Floor, Man" "Nothing Really Ends" "Suds and Soda" ออกมาเล่นให้พอเรียกเสียงกรี๊ดได้บ้าง ส่งท้ายกันด้วยเพลง "If You Don't Get What You Want"

พักกันได้ประมาณ 30 นาที "Ian Brown" (เอียน บราว์น) ก็ปรากฏตัวขึ้นร้องเพลง "Golden Gaze" อย่างไม่ให้ซุ่มให้เสียง ด้วยชุดเสื้อและกางเกงวอร์มสีชมพูจัดจ้านเรียกเสียงฮือฮาได้ตั้งแต่เพลงแรก จากนั้นก็บรรเลงเพลง "Waterfall" เพลงเก่าเมื่อครั้งยังเป็นนักร้องนำวง The Stone Roses และบอกกับคนดูว่า "ถ้ารู้สึกสนุกกับเพลงของเขา ก็ให้ลุกขึ้นมาเต้นตามท่าที่เขาเต้นให้ดู" นั่นคือ ท่าเอียงข้างยักไหล่กับมาดนิ่งๆ ของเขาก่อนจะร้องเพลง "Corpses In Their Mouths" "Dolphins Were Monkeys" "F.E.A.R." ต่อเนื่องกัน

ถึงตอนนี้คนดูทั้งไทยและเทศต่างสนุกไปกับเสียงเพลงอย่างเต็มที่ จากการร้องและเต้นบนเวที เล่นกับคนดู เดินโยกไปมาทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวา ชวนให้คนดูยกมือขึ้นลงในเพลง "Keep What Ya Got" และ "Time Is My Everything" ต่อด้วย "Longsight M13" และ "Lovebug" ซึ่งเป็นเพลงในอัลบั้มใหม่ล้วนๆ ก่อนจะเก็บตกเพลงเก่าอย่าง "My Star" และ "She Bangs The Drums" เพลงเก่าอีกเพลงของ The Stone Roses และทิ้งท้ายด้วยเพลงของราชาเร็กเก้ Bob Marley อย่าง "Redemption Song"

เพียงไม่นานทั้ง 4 หนุ่ม "Franz Ferdinand" (ฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์) จากสก็อตแลนด์ ออกมาเรียงเสียงกรี๊ดจากคนดูและเต้นตามไปกับพวกเขาใน "I Want a Car" โดยมีผ้าข้างหลังเป็นภาพปกอัลบั้ม You Could Have It So Much Better ขนาดยักษ์ และยังไม่ยอมให้หยุดพักกับเพลง "This Boy" จนจบนักร้องนำ "Alex Kapranos" (อเล็กซ์ คาพรานอส) ก็ได้ถามคนดูว่า "คุณต้องการฟังเพลงนี้ใช่มั้ย" จากนั้นเพลง "Do You Want To" ก็ดังขึ้นตามด้วยเสียงกรี๊ดของคนดูอีกครั้ง

ทั้ง 4 หนุ่ม ยังได้เล่นเพลงที่คนดูหวังจะได้ฟังอย่างต่อเนื่องไม่มีหยุดใน "Walk Away" ที่ อเล็กซ์ เล่นกีตาร์โปร่งเพลงนี้ได้เพราะจับใจ ตามมาด้วย "The Dark of the Matinee" "Well That Was Easy" "I'm Your Villain" ก่อนสลับด้วยเพลงช้าเพราะๆ อย่าง "Eleanor Put Your Boots On" "The Fallen" และก็เพลงดังจากชุดเก่าที่สาวกของพวกเขารอคอยอย่าง "Take Me Out" โดยคนที่อยู่ในงานต่างก็ลุกขึ้นมาเต้นกันอย่างสนุกสุดเหวี่ยง

ต่อเนื่องด้วย "40 Feet" และเพลง "Outsiders" ที่ทั้งวงปล่อยให้มือคีย์บอร์ดรับเชิญ พร้อมทั้งทีมงานของวงเองขึ้นมาตีกลองพร้อมกันทั้ง 3 คน เรียกเสียงฮือฮาและเสียงกรี๊ดดังสนั่น ก่อนจะออกมาหน้าเวทีอีกครั้งเล่นเพลง "Michael" และปิดท้ายงานวันนั้นด้วยเพลง "This Fire" ที่ทุกคนพร้อมใจกันกระโดดไปตามจังหวะเพลงอย่างสนุกสนาน จนจบการแสดงสมาชิกทั้งหมดในวงก็ออกมายืนจับมือขอบคุณคนดู เรียกเสียงปรบมือได้เกรียวกราว

และแล้วก็มาถึงช่วงเวลาที่ทุกคนในงานรอคอย วงร็อกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดวงหนึ่งของโลก "Oasis" (โอเอซิส) ขึ้นมาร้องเพลง "Fuckin' in the Bushes" ท่ามกลางเสียงโห่ร้องต้อนรับที่ดังและยาวนานที่สุด ตามติดมาด้วย "Turn Up the Sun" และ "Lyla" ด้วยลีลาการร้องที่ยียวนอันเป็นเอกลักษณ์ของ "Liam Gallager" (เลียม กัลลาเกอร์) และเสียงกีตาร์อันไพเราะของ "Noel Gallagher" (โนล กัลลาเกอร์)

พวกเขายังคงไม่มีการพูดคุยทักทายเล่นกับคนดูมากนัก แต่ยังคงนำเพลงมาบรรเลงให้ได้ฟังกันต่อเนื่อง ไล่ไปตั้งแต่ "Bring It on Down" "Morning Glory" "Cigarettes & Alcohol" "The Importance of Being Idle" ก่อนจะหยุดทักทายกับคนดูบ้างเป็นระยะ ส่วนมากแล้วคนดูจะร้องตามได้กับเพลงเก่าของพวกเขา ส่วนเพลงใหม่ๆ อาจจะยังไม่ติดหูมากนัก

โอเอซิส ยังคงส่งเพลง "The Masterplan" "Songbird" "A Bell Will Ring" โดยเล่นสลับคละเคล้ากันไประหว่างเพลงเก่ากับเพลงใหม่ "Acquiesce" "Live Forever" "Mucky Fingers" จนมาถึงเพลง "Wonderwall" ที่ทุกคนในงานสามารถร้องตามจนเสียงกระหึ่ม ต่อเนื่องด้วยเพลงเก่าอีกเพลงกับ "Champagne Supernova" และเพลง "Rock 'n' Roll Star" ที่พวกเขาขอมอบให้กับ เอียน บราว์น

หลังจากนั้นก็ได้เล่นเพลง "Guess God Thinks I'm Abel" และ "The Meaning of Soul" เป็นเพลงปิดงานก่อนที่พวกเขาจะเดินกลับเข้าไปข้างในเวที และแฟนเพลงบางส่วนก็ทยอยเดินออกจากงานเพราะคิดว่าการแสดงจะจบลงเพียงแค่นี้ แต่ก็มีแฟนเพลงกลุ่มใหญ่ที่ปรบมือเป็นจังหวะและยังตะโกนเรียกชื่อพวกเขาให้ออกมาอีกครั้ง

สักพักโดยไม่มีใครคาดคิด เอียน บราว์น ก็ออกมาหน้าเวทีแล้วบอกว่าขอเชิญพบกับ โอเอซิส อีกครั้ง และวง โอเอซิส ก็ออกมาจริงๆ โดย เลียม ได้เดินมาข้างล่างเวที ทักทายแฟนเพลง และมอบเทมโบรินให้กับแฟนเพลงผู้หญิงคนหนึ่ง ก่อนจะเดินกลับขึ้นเวทีร้องเพลง "Don't Look Back in Anger" ที่หลายคนร้องดังกระหึ่มจนคนที่เดินออกไปแล้วต้องรีบวิ่งกลับมาที่หน้าเวทีอีกครั้ง ปิดท้าย โอเอซิส และวันแรกของคอนเสิร์ตด้วยเพลงเก่าของ The Who ที่นำกลับมาร้องใหม่ "My Generation"

สำหรับงานในวันที่ 2 ท่ามกลางอากาศที่ร้อนและอบอ้าวกว่าวันแรก และคนที่มาร่วมงานก็ดูจะบางตากว่าอย่างเห็นได้ชัด เริ่มต้นงานด้วยวงอิสระหลากวงเช่นเดียวกับวันแรก ส่วนเวทีใหญ่ด้านในเริ่มด้วยวงร็อกของเมืองไทย "บิ๊กแอส" โดยมีคนดูที่บริเวณหน้าเวทีไม่มากนักเริ่มจาก "ยักษ์ใหญ่ ไล่ยักษ์เล็ก" "ศัตรูที่มองไม่เห็น" และ "ทางหนีไฟ" ก่อนที่ "แด๊ก - เอกรัตน์ วงศ์ฉลาด" นักร้องนำ จะขอให้ทุกคนช่วยกันร้องเพลงต่อไปให้ดังที่สุด นั่นคือ "เกิดมาแค่รักกัน" ก่อนจะเปลี่ยนจังหวะเป็นเพลงเร็วอีกครั้งใน "ไม่ค่อยเต็ม" "Good Bye" "ก่อนตาย" และทิ้งท้ายด้วยเพลง "คนไม่เอาถ่าน" และ "เล่นของสูง"

วงต่อไปที่พร้อมจะออกมาเรียกเหงื่อจากคนดู ได้แก่ "บอดี้สแลม" นำเอาเพลงช้า "ขอบฟ้า" เป็นเพลงเปิดงาน ไม่พูดพร่ำทำเพลงต่อเนื่องความสนุกด้วย "ชีวิตเป็นของเรา" "รักก็เป็นอย่างนี้" สลับกับเพลงช้าอย่าง "ความซื่อสัตย์" และ "ห้ามใจ" ก่อนที่ทั้งหมดจะลงไปพัก โดยเหลือไว้แต่ "ชัด" มือกลอง ที่แสดงลีลาการตีกลองคนเดียวเป็นเวลานานกว่า 5 นาที สักพัก "ตูน" นักร้องนำ ก็ได้ออกมาขอให้ทุกคนช่วยร้องในเพลง "หวั่นไหว" และ "คนที่ถูกรัก" จบด้วยเพลง "ความเชื่อ" ที่ร้องตามกันได้ทั้งคนไทยและคนต่างชาติที่อยู่ด้านหน้าเวทีอย่างไม่น่าเชื่อ

ไม่กี่อึดใจ "The Futureheads" (เดอะ ฟิวเจอร์เฮดส์) ก็ออกมาทักทายแฟนเพลงและเล่นเพลง "He Knows" เป็นเพลงเปิดการแสดง ก่อนที่จะเล่นเพลงอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการทักทายแฟนเพลงในงานสักเท่าไร เริ่มจาก "Meantimes" ที่ถูกส่งออกมาเป็นเพลงที่ 2 และเพลงอย่าง "Area" "Carnival Kids" "City is Here for You to Use" ก็ได้นำมาทยอยร้องให้ได้ฟังกัน

รวมไปถึงเพลงที่คนฟังคงจะพอคุ้นหูกันอยู่บ้างในเพลง "Decent Days and Nights" "Trying Not to Think About Time" และเพลง "A to B" จากนั้นได้นำเพลงที่คนดูร้องตามท่อนสร้อยที่ว่า "โอ๊ะ โอ่ะ โอ" กันอย่างพร้อมเพรียง "Hounds of Love" มาเล่นเป็นเพลงสุดท้าย

เมื่อไฟบนเวทีดับลงและได้ยินเสียง "We're Maximo Park" ดังขึ้น ทำให้รู้ว่าถึงเวลาของวง "Maximo Park" (แม็กซิโม ปาร์ค) ก่อนที่สมาชิกทุกคนในวงจะก้าวออกมาประจำเครื่องดนตรีและเล่นเพลง "Grafitti" หลังจบเพลง "Paul Smith" (พอล สมิธ) นักร้องนำ ได้ทักทายคนดูเป็นภาษาไทยว่า "สวัสดีครับ" เรียกเสียงกรี๊ดได้กระหึ่ม จากนั้นก็ออกตัวว่าพวกเขาเพิ่งจะมาถึงประเทศไทยเมื่อเช้า และรู้ว่าอาจจะยังไม่มีคนที่รู้จักพวกเขามากนัก แต่ยังไงก็ขอให้สนุกไปกับเพลงของพวกเขา

พูดจบก็เล่นเพลง "Postcard of a Painting" "I Want You to Stay" ต่อเนื่องด้วย "Limassal" และ "Kiss You Better" โดยหลังจากพวกเขาร้องเพลงจบ พอล สมิธ นักร้องนำ กล่าวคำว่า "ขอบคุณครับ" และ "Thank you" ทุกครั้ง และก่อนจะเข้าเพลงใหม่ก็จะทักทายและพูดคุยถึงเพลงนั้นๆ ก่อนทุกครั้ง เรียกว่าวงนี้ได้ใจคนดูไปเต็มร้อยกับความน่ารักเป็นกันเอง

แม็กซิโม ปาร์ค ยังคงแสดงดนตรีให้คนดูได้สนุกสนานไปกับเพลงของพวกเขาอย่างต่อเนื่องในเพลง "Fear of Falling" "Signal and Sign" และ "Apply Some Pressure" สำหรับความพิเศษที่พวกเขานำมามอบให้น่าจะเป็นเพลงจากอัลบั้มใหม่ของพวกเขาที่นำมาเล่นในงานวันนั้น คือ "Nosebleed" รวมไปถึงเพลงเก่าๆ ของพวกเขา "Now I'm All Over the Shop" "Once a Glimpse" และ "The Night I Lost My Head" ก่อนจะปิดท้ายด้วยเพลง "Going Missing" และลงจากเวทีไปท่ามกลางเสียงปรบมือ

วงต่อไปเป็นเวลาของวง "Snow Patrol" (สโนว์ พาโทรล) วงดนตรีจากประเทศไอร์แลนด์ ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นวงดนตรีที่นักวิจารณ์ทุกคนชื่นชม เพราะแค่อัลบั้ม Final Straw พวกเขาก็ได้รับความนิยมชมชอบไปทั่วทุกที่ เริ่มต้นด้วยเสียงนิ่มๆ ของ "Gary Lightbody" (แกรี่ ไลต์บอดี้) นักร้องนำ ในเพลง "Wow" ก่อนจะต่อด้วยเพลง "How To Be Dead" "Gleaming Auction" และเล่นเพลงที่ไม่ได้รวมอยู่ในอัลบั้มนี้อย่าง "One Night Is Not Enough" "An Olive Grove Facing The Sea"

โยกกันต่อกับเพลง "Spitting Game" ที่มีจังหวะเร็วสนุกสนานขึ้นมาหน่อย พอให้คนดูได้โดดเรียกเหงื่อ สลับด้วยเพลง "Chocolate" "Same" "Somewhere A Clock Is Ticking" ที่คนดูสามารถร้องตามเพลงกันได้ตลอด จะมีที่นิ่งเงียบฟังอย่างเดียวก็คงจะเป็นเพลง 2 เพลงในอัลบั้ม Eyes Open ที่ Snow Patrol บอกว่าจะวางแผงเดือนพฤษภาคมนี้ ปิดท้ายด้วยเพลง "Run" เพลงช้าแต่เพราะกินใจ ที่ทุกคนร้องตามกันจนทำให้อากาศที่อบอ้าวดูอบอุ่นขึ้นมาได้

ปิดท้ายงานเทศกาลดนตรีร็อกในปีนี้ด้วยวงร็อกจี๊ดจ๊าด "Placebo" (พลาซีโบ) ที่ขึ้นมาร้องเพลง "Taste In Men" ประเดิมงาน หลังจากปล่อยให้แฟนๆ รอคอยถึงเกือบชั่วโมง แต่ดูเหมือนแฟนเพลงจะไม่ได้ใส่ใจกับการรอคอยสักนิด เพราะในนาทีที่ พลาซีโบ เล่นเพลง "The Bitter End" เป็นเพลงต่อมา พวกเขาก็กระโดดโลดเต้นไปตามเสียงเพลงอย่างสุดเหวี่ยง และดูเหมือนความสนุกจะยิ่งเพิ่มพูนขึ้นไปอีกเท่าตัว เมื่อเสียงกีตาร์ในเพลงต่อมา คือ "Every You Every Me" ทำให้บรรดาคนดูชาวต่างชาติเล่นบอดี้เซิร์ฟกันอย่างสนุกสนาน

หลังจากจบเพลง "Black Eyed" นักร้องนำ "Brian Molko" (ไบรอัน มอลโก) ก็กล่าวคำว่า "สวัสดีครับ" "สบายดีมั้ยครับ" พร้อมทั้งยกมือไหว้แบบคนไทยอย่างสวยงามเรียกเสียงปรบมือได้อื้ออึง ก่อนจะหยิบเพลงในอัลบั้มใหม่ที่เพิ่งวางแผงในปีนี้ "Because I Want You" มาเล่นต่อเนื่องกับเพลงในอัลบั้มเก่าอย่าง "36 Degree" "This Picture" "Special Needs" จากการเล่นเพลงทั้ง 3 เพลงนี้ ก็ทำให้คนดูด้านหน้าเวทีกระโดดกันตัวลอยกระแทกกันไปมาจนแทบจะไม่มีที่ว่างเหลือให้ยืนอยู่เฉยๆ อีกต่อไป

สลับด้วยการนำเอา "Song To Say Goodbye" เพลงในอัลบั้มใหม่อีกเพลงที่มีจังหวะสนุกสนานเร้าใจ พร้อมกับส่งเพลง "Special K" และ "Twenty Years" ก่อนจะเดินเข้าไปด้านหลังเวที ท่ามกลางเสียงโห่ร้องจากสาวกที่ไม่ยอมให้การแสดงจบลงเพียงแค่นั้น จนสมใจอยาก เพราะ พลาซีโบ ได้ออกมาเล่นเพลง "Pure Morning" กับ "Nancy Boy" เป็น 2 เพลงปิดท้ายจริงๆ

ลับหลังวง พลาซีโบ ก็เหมือนสัญญาณบ่งบอกว่างานเทศกาล Bangkok 100 Rock Festival 2006 ในปีนี้ได้จบลงอย่างสมบูรณ์แบบ ท่ามกลางความสะใจ ความประทับใจ และความอิ่มเอมใจของคนดูที่มีต่อวงดนตรีสุดโปรดของพวกเขา ส่วนปีหน้าจะมีการเทศกาลร็อกแบบนี้เป็นครั้งต่อไปอีกหรือไม่ และจะมีศิลปินดังวงไหนมาเปิดการแสดงที่เมืองไทยบ้าง คงต้องติดตามความเคลื่อนไหวกันต่อไป

สงวนลิขสิทธิ์ © ห้ามคัดลอก ตัดต่อ
ดัดแปลงหรือเผยแพร่ในสื่อใดๆ ก่อนได้รับอนุญาต
กดเพื่อดูรูปใหญ่ ปัดซ้าย-ขวาเพื่อดูรูปถัดไป
  • รูปภาพ 1
  • รูปภาพ 2
  • รูปภาพ 3
  • รูปภาพ 4
  • รูปภาพ 5
  • รูปภาพ 6
  • รูปภาพ 7
  • รูปภาพ 8
  • รูปภาพ 9
  • รูปภาพ 10
  • รูปภาพ 11
  • รูปภาพ 12
  • รูปภาพ 13
  • รูปภาพ 14
  • รูปภาพ 15
  • รูปภาพ 16
  • รูปภาพ 17
  • รูปภาพ 18
  • รูปภาพ 19
  • รูปภาพ 20
  • รูปภาพ 21
  • รูปภาพ 22
  • รูปภาพ 23
  • รูปภาพ 24
  • รูปภาพ 25
  • รูปภาพ 26
  • รูปภาพ 27
  • รูปภาพ 28
  • รูปภาพ 29
  • รูปภาพ 30
  • รูปภาพ 31
  • รูปภาพ 32
  • รูปภาพ 33
  • รูปภาพ 34
  • รูปภาพ 35
  • รูปภาพ 36
  • รูปภาพ 37
  • รูปภาพ 38
  • รูปภาพ 39
  • รูปภาพ 40
  • รูปภาพ 41
  • รูปภาพ 42
  • รูปภาพ 43
  • รูปภาพ 44
  • รูปภาพ 45
  • รูปภาพ 46
  • รูปภาพ 47
  • รูปภาพ 48
  • รูปภาพ 49
  • รูปภาพ 50
  • รูปภาพ 51
  • รูปภาพ 52
  • รูปภาพ 53
  • รูปภาพ 54
  • รูปภาพ 55
  • รูปภาพ 56
  • รูปภาพ 57
  • รูปภาพ 58
  • รูปภาพ 59
  • รูปภาพ 60
  • รูปภาพ 61
  • รูปภาพ 62
  • รูปภาพ 63
  • รูปภาพ 64
  • รูปภาพ 65
  • รูปภาพ 66
  • รูปภาพ 67
  • รูปภาพ 68
  • รูปภาพ 69
  • รูปภาพ 70
  • รูปภาพ 71
  • รูปภาพ 72
  • รูปภาพ 73
  • รูปภาพ 74
  • รูปภาพ 75
  • รูปภาพ 76
  • รูปภาพ 77
  • รูปภาพ 78
  • รูปภาพ 79
  • รูปภาพ 80
  • รูปภาพ 81
  • รูปภาพ 82
  • รูปภาพ 83
  • รูปภาพ 84
  • รูปภาพ 85
  • รูปภาพ 86

ความคิดเห็น