1. สยามโซน
  2. ภาพยนตร์
  3. ข่าววงการภาพยนตร์

ภาคภูมิ ยำรวมมิตรทุกรสประสบการณ์ใน ฟอร์มาลินแมนฯ

ภาคภูมิ ยำรวมมิตรทุกรสประสบการณ์ใน ฟอร์มาลินแมนฯ

ภาคภูมิ วงษ์จินดา กับประสบการณ์ที่สั่งสมบนแผ่นฟิล์มกว่า 10 ปี ได้ทียำรวมมิตร ลูกทุ่ง ตลก ชีวิต ผี ทุกรส ทุกอารมณ์ ส่วนผสมลงตัวใน ฟอร์มาลินแมน ..รักเธอเท่าฟ้า

ทราบมาว่าเรื่องนี้มีการเปลี่ยนชื่อเรื่องหลายต่อหลายครั้ง

"ครับ มีการเปลี่ยนแปลงชื่อสำหรับเรื่องนี้หลายต่อหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็น ลูกทุ่งไม่มีวันตาย จากนั้นมีการเปลี่ยนมาตั้งชื่อเรื่องว่า ฟอร์มาลินแมน แต่มันก็ยังไม่ใช่ชื่อสุดท้ายซะทีเดียว มีเปลี่ยนเป็น เพลงหมาหอน ด้วย แต่ว่ามันอาจจะดูน่ากลัวเกินไป เดี๋ยวคนจะคิดว่าเป็นหนังผี ก่อนที่จะมาลงตัวที่ชื่อ ฟอร์มาลินแมน..รักเธอเท่าฟ้า ซึ่งมันมาจากเพลง รักเธอเท่าฟ้า ซึ่งเป็นเพลงเก่าที่เอกชัยนำมาร้องใหม่ เป็นเพลงหลักที่ใช้ในเรื่อง"

ในเรื่องนี้ถือว่าเป็นผลงานการกำกับครั้งแรก

"ก็ที่จริงก่อนหน้านี้เคยจะได้กำกับมาหลายเรื่องแล้ว แต่แล้วมันเหมือนมีอะไรบางอย่างทำให้ไม่ได้กำกับ เหมือนชะตาชีวิตผมทำให้ชวดไปเรื่อยๆ อย่างบางเรื่องได้มีการเตรียมงานไปแล้ว อย่างตอนนั้นผมเป็นผู้ช่วยเรื่อง ดอกไม้ในทางปืน พอเสร็จจากเรื่องนั้นเรื่องที่จะทำต่อไปก็จะเป็นหนังของผมแล้ว ปรากฏว่าบริษัทก็ปิดไปซะก่อน (หัวเราะ)

หลังจากนั้น ผมก็ไปเตรียมงานกับอีกบริษัทหนึ่งอีกประมาณครึ่งปี หรือปีกว่าๆ นี่แหละก็ล้มไปอีก มันเป็นอย่างนี้มาเรื่อยๆ ทำให้ผมมีพล็อตเก่าๆ เยอะมากเต็มบ้านเลย จริงๆ ผมก็อยู่วงการนี้มานานกว่า 10 ปีแล้วนะ

ในวงการภาพยนตร์ผมเริ่มจากการเป็นอาร์ตไดเร็คเตอร์ให้กับบริษัทไฟว์สตาร์ คือหลังจากที่ผมจบด้านโฆษณาจากรามคำแหงแล้ว เพราะตอนเรียนจริงๆ ไม่ได้ใส่ใจด้านที่เรียนเท่าไหร่ แต่ผมสนใจด้านศิลปะมากกว่า อยากจะเรียนที่ศิลปากร เพราะสมัยก่อนถ้าเอ็นท์ไม่ติด ก็ไม่มีมหาวิทยาลัยที่มีคณะที่เราอยากเรียนเปิดให้เรา ไม่เหมือนสมัยนี้

พอผมเห็นเพื่อนผมเขาไปทำงานที่กองถ่าย แล้วก็ได้เจอผู้กำกับอย่างคุณอามานพ พอดีตอนนั้นอาร์ตไดเขาขาด รู้สึกตอนนั้นจะเป็นเรื่อง ท่านขุนน้อยๆ แห่งสยาม ผมก็เลยได้เป็นอาร์ตไดเร็คเตอร์เต็มตัวเลย เรื่องนั้นก็ได้ตุ๊กตาทองมาหนึ่งตัว ก็ดีใจครับ ซึ่งก็เป็นครั้งเดียวที่ได้เป็นอาร์ตไดเรคเตอร์ หลังจากนั้นก็จะเป็นผู้ช่วยผู้กำกับมาตลอด

ตอนนั้นทำงานที่ไทเอ็นเตอร์เทนเมนท์ เรื่อง แรงเป็นไฟ...ละลายแค่เธอ ที่มี ต่อ นันทวัฒน์ และ เต๋า สโรชา หลังจากนั้นก็เป็นผู้ช่วยให้คุณองอาจ สิงห์ลำพอง จริงๆ แล้วเคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน และก็มาช่วยพี่นพ (มานพ อุดมเดช) ช่วยกำกับหนัง พอตกงานก็จะไปคลุกอยู่กับพี่นพตลอด (หัวเราะ) เรื่อง ปอบ..หวีด..สยอง เป็นเรื่องที่ผมร่วมเขียนบท ผมมาทำเป็นร่างสุดท้าย

ทุกเรื่องของพี่นพก็ไปช่วยๆ อย่างพรหมพิราม ก็ด้วย พี่เขาก็จะมาให้ช่วยคิด ช่วยหาไอเดีย ความคิดเห็น ด้วยความที่ตัวพี่เป็นคนที่ชอบดูหนัง อะไรที่เขาคิดมาแล้วก็จะไม่ชอบ ไม่ชอบก๊อปปี้ เวลาพี่นพเขาก็จะถามผม ประมาณเรื่องนี้มันซ้ำกับเรื่องอื่นหรือเปล่า ให้ช่วยกันคิด "

การทำงานหลากหลายตำแหน่ง ทำให้มุมมองมีมากขึ้นอย่างไรบ้าง

"ส่วนใหญ่หนังที่ผมทำ จะทำเพราะชอบ จะเลือกเรื่องที่ชอบทำเรื่องที่มีเรื่องราวสนุก พออ่านบทจบแล้วรู้สึกสนุก ไม่ว่าจะเป็นดราม่าหรือคอมเมดี้ อย่างคอมเมดี้บางเรื่องก็ไม่สนุก บางเรื่องมันเชยนะ อย่างตอนผมอ่านพรหมพิรามผมชอบมาก เรารู้สึกสนุกไปด้วย ก็เลยคิดว่ามาทำกันดีกว่า

สำหรับการมาทำ ฟอร์มาลีนแมน ..รักเธอเท่าฟ้า เหมือนกับการรวมทุกอย่างที่เราเคยทำมา ทำให้ชัดเจนในงานของเรา ด้วยความที่เป็นผู้ช่วยมาก่อน เราเคยสื่อสารกับผู้กำกับ แต่ตอนนี้เราก็รู้ว่าเราต้องสื่อสารกับผู้ช่วยอย่างไร ทำให้เรารู้ว่าอะไรมันจะเกิดขึ้นเป็นรูปเป็นร่างได้จริง ไม่ใช่ผู้กำกับช่างฝัน ฝันไปเรื่อย แล้วพอถึงเวลาจริงทำไม่ได้ กองถ่ายไปแล้วไอ้นั่นไม่เสร็จ ไอ้นี่ไม่เสร็จ แต่ผมจะรู้ว่าสเกลงานของผมเท่านี้ ใช้งบเท่านี้ พอไหมกับเวลาเท่านี้

ผมก็เคยเป็นอาตไดเร็คเตอร์ เราก็จะมองออกว่าฉากนี้มันต้องใช้เวลาเท่านี้ หรือแม้กระทั่งเรื่องบทก็จะปรับเปลี่ยนได้เดี๋ยวนั้น บางทีต้องปรับบทหน้ากอง หรือแม้กระทั่งมาด้านโพสท์ ผมก็สามารถถ่ายไปตัดไปด้วย เพราะเวลาถ่ายก็จะเอาวิดีโอที่บันทึกไว้มาตัดดูเลย เพราะบางทีเราถ่ายมีคัทเยอะมาก แล้วถ้าเราเอามาตัดดูก่อนก็จะทำให้เรารู้ว่าชอทไหนจะต้องถ่ายเพิ่มหรือไม่ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมเคยทำมามันมาช่วยในงานหนังเรื่องนี้หมด ผมรู้สึกว่ามันตอบโจทย์ที่เราเคยทำมา"

โครงเรื่องของ ฟอร์มาลีนแมน ..รักเธอเท่าฟ้า เกิดขึ้นได้อย่างไร

"คือที่จริงผมมีเมนพล็อต จากการคุยกับพี่ปรัชว่าผมอยากทำเรื่องคนตายแล้วฟื้นขึ้นมา เกิดจากที่ได้ไปอ่านหนังสือเรื่องหนึ่งขึ้นมา แต่เรื่องของเขาคือตายแล้วฟื้นแต่ร่างกายยังปกติอยู่ แต่ผมก็คิดว่าถ้าฟื้นแต่ร่างกายยังเน่าจะเป็นอย่างไร ส่วนพี่ปรัชมีคอนเซปต์ว่าน่าจะเป็นนักร้อง เพราะเขามองในมุมกว้างว่า ถ้าเป็นนักร้องมันน่าจะลดความเครียดของหนัง มันดูจะเป็นคอมเมดี้มากขึ้น ถ้าทำเรื่องคนตายแล้วฟื้นมันอาจจะน่ากลัว พี่ปรัชเลยให้ไปตีโจทย์ว่าถ้าเป็นนักร้องจะทำอย่างไร

พอดีมาเจอพี่เอกชัย พี่ปรัชเลยบอกเลยว่านักร้องที่ว่านี้ต้องเป็นเอกชัย แล้วเราก็ไปนั่งคุยกับแก คุยกับลูกวงแก ทำให้ผมรู้ว่าเอกชัยเป็นคนมีมุขตลอด คุยไปแกก็ไปหาวิดีโอและเพลงมาให้ฟัง แกก็คิดเลยว่าช่วงนี้ ตอนนี้ของหนังควรที่จะใช้เพลงอะไร

บทเรื่องนี้ใช้เวลาในการทำประมาณ 3 เดือน แต่ตอนถ่ายทำก็มีการปรับเปลี่ยนไปด้วย เพราะว่าเราได้นักแสดงอย่าง เจเนท เขียว, โหน่ง พวกนี้เขาสามารถอิมโพไวส์ได้ ซึ่งเราก็ไม่อยากทิ้งตรงนี้ คือผมก็จะบอกพวกเขาว่าบทจริงๆ แล้วมันเป็นแค่ไกด์ แล้วให้เขาตีความกันเอง มันจะทำให้เห็นความเป็นธรรมชาติของการแสดง มันไม่เหมือนการจับยัดให้เขาพูด แต่บางครั้งเมื่อเขาพูดออกมามันเหมือนที่เราอยากได้แต่ตอนที่เราเขียนบทเราอาจจะคิดไม่ออกตอนนั้น"

อยากให้หนังออกมาเป็นแนวไหน หรือว่ามีภาพอยู่ในใจอย่างไรบ้าง

"เป็นแนวคอมเมดี้ดราม่า ไม่ได้อยากให้มันเป็นคอมเมดี้จ๋า อยากให้เป็นเรื่องราวของชีวิตๆ หนึ่ง ของครอบครัวชีวิตวงดนตรีลูกทุ่งที่กำลังจะสูญเสียวงลูกทุ่งของตนเองไป อยากให้เรื่องราวเป็นเรื่องเครียด แต่มาปรับเปลี่ยนให้สนุกสนาน โดยการนำเอาเพลงเข้ามา เป็นมิวสิคคัลดราม่า (Musical Drama) แล้วก็มีคอมเมดี้ด้วย

เรื่องนี้เป็นเรื่องของครอบครัววงดนตรีลูกทุ่งทางใต้ ชื่อวง ฉัตรทอง มงคลทอง หัวหน้าวงก็เหมือนหัวหน้าครอบครัวแล้วมาเกิดอุบัติเหตุ แล้วก็เสียชีวิตแต่ด้วยความเป็นห่วงลูกวง ที่วงดนตรีของตนกำลังจะถูกมาเฟียท้องถิ่นมายึดไป ก็เลยทำให้วิญญาณกลับมาร่างตัวเองอีกครั้งมาใช้ชีวิตในร่างที่กำลังเสื่อมสลาย โดยที่ทุกวันก็พยายามที่จะหาเงิน หาทางแก้ปัญหา

เมื่อลูกวงทั้งหลายรู้ความจริงว่าหัวหน้าของตนตายไปแล้ว ทำให้ลูกวงก็กลัวว่าเป็นผี แต่ด้วยความที่ยังรักหัวหน้าอยู่ก็พยายามจะแก้ปัญหาให้ด้วย มันก็เลยเกิดปัญหาวุ่นวายในวงดนตรี แก้ปัญหาไปก็เหมือนถลำลงไปทุกที ปัญหาที่เกิดจากความเสื่อมของวง และเจ้าพ่อที่มาทวงหนี้ หัวหน้าวงก็เริ่มเน่า ลูกวงก็เริ่มแตกแยก โหน่ง ที่เล่นเป็นผู้จัดการวงก็เป็นคนที่จะต้องประคับประคองวง เพื่อให้ทุกคนกลับมารวมใจกันอีกครั้ง

ไม่คิดจะทำเรื่องประวัติของเอกชัยเลยหรือ

" ระวัติของพี่เอก คือตอนนี้เขาเป็นนักร้องดัง คือจริงๆ อยากได้นักร้องที่ตกอับแล้ว ถ้าจะทำก็คงต้องรอให้พี่เอกตกอับก่อน (หัวเราะ "

มีการวางความเป็น เอกชัย กับตัวละคร ฉัตรทอง อย่างไร

" มใช้วิธีการผสมผสาน คือตัวพี่เอกเขาก็มีอารมณ์อย่างนี้อยู่แล้ว มีความเป็นฉัตรทองอยู่ประมาณห้าสิบเปอร์เซ็นต์ แล้วส่วนที่ผมมาเสริม คือ การที่เขาต้องมาอยู่ในร่างกายที่ตายไปแล้ว โดยที่ตัวเขาไม่รู้อะไรเลย คือเป็นคนที่ไม่รู้ว่าร่างกายตัวเองกำลังเสื่อมสลาย พูดง่ายๆ คือยังมีกิเลสอยู่ ยังตัดไม่ขาดเลยไม่ยอมตาย อันนี้เป็นสิ่งที่ผมเติมเข้าไปอีกห้าสิบเปอร์เซ็นต์ของความเป็นเอกชัย เติมความร้อนรุ่มเข้าไป

ผมเอาคาแรคเตอร์จริง ๆ ของพี่เอกมาปรับ ตัวตนของพี่เอกจะจริงจังกับงานมาก อย่างเวลานัดกองถ่าย เขาจะมาเร็วมาก ทำการบ้านมาอย่างดี ทุกอย่างต้องจริง ต้องใช่ เขาจริงจัง อย่างที่เราขออะไรเขาไปเขาจะจัดให้แบบทันที ผมเคยเห็นเขาด่าลูกวงคือด่าต่อหน้าผมเลยนะ แต่บทจะดีเขาก็หน้าใจหาย แต่ลูกน้องทุกคนรักพี่เอก เพราะว่าเขามีทั้งพระเดชพระคุณ พอผมได้ไปคลุกคลีก็ทำให้เรารู้ว่าที่จริงเขาเป็นคนที่อ่อนน้อมมาก เขาจะให้เกียรติผมตลอด และอีกอย่างพี่เอกจะสนิทกับทีมงานมาก ทุกคนเหมือนครอบครัวของพี่เอกเลยครั "

การนำดาราดังมาเล่นแน่นอนว่าย่อมมีข้อดีข้อเสีย

" ี่จริงก็คงจะมีแค่คิวของพี่เอก ซึ่งเขาให้คิวมาแน่นอน อาจจะจำกัดก็จริง แต่ผมใช้การขอร้องทีมงานหรือนักแสดงคนอื่นๆ ว่าอาจจะต้องวางคิว โดยใช้คิวพี่เอกเป็นหลัก ผมและผู้ช่วยก็คิดว่าจะต้องวางไว้แบบนี้ เราก็แพลนว่าถ่ายวันนี้ถึงวันนี้เท่านั้น ขอให้ล็อกคิวด้วย คือนักแสดงทุกคนจะต้องไม่เบี้ยว ก็ขอเขาว่าอย่าให้มีใครคนใดคนหนึ่งเลื่อนเลย อย่าง เจเนท เขียว จริงๆ คิวก็เยอะเหมือนกัน แต่ว่าเขาก็ให้คิวได้

สิ่งที่แน่นอนเลยในการที่ได้พี่เอกมาเล่นเลย คือเรื่องเพลง หนังเรื่องนี้ทำเพลงเสร็จพร้อมๆ กับบทหนัง เพลงของเรื่องนี้มันไม่ได้เป็นการประกอบเพื่อสร้างสีสัน แต่เพลงเรื่องนี้มันเล่าเรื่อง อย่างฉากที่เอกชัยเศร้าหรือวงกำลังจะแย่เพลงก็จะเศร้า แล้วเพลงในเรื่องนี้เป็นเพลงกึ่งสากลนะ มันไม่ใช่ลูกทุ่งจ๋าเลย อย่างเพลง รักเธอ..เท่าฟ้า เป็นเพลงเก่าที่พี่เอกชัยนำมาร้องใหม่ แล้วนำมาทำเป็นแบบอะคูสติก รับรองว่าฟังแล้วมันไม่ใช่สไตล์ลูกทุ่งอย่างแน่นอ "

พิมพ์พรรณ ชลายนคุปต์ มีอะไรพิเศษที่ทำให้ได้รับบท ราตรี สีทอง

" ำไมผมถึงเลือกพิมหรือครับ ตอนแรกเลยผมแคสติ้งคนที่จะมารับบท ราตรี สีทอง นานมาก ไม่ว่าจะเป็นดารานักร้อง ผมหมายถึงนักร้องจริงๆ ก็ได้เชิญเขามาคัดเลือกตัวแสดงนี้ คุณอาภาภรณ์ นครสวรรค์ ก็ยังให้มาแคสเลย มีทั้งนางแบบเซ็กซี่ๆ ก็เยอะ แต่กี่คนกี่คนก็ยังไม่ถูกใจผมซักที เพราะผมต้องการทั้งความสด ใหม่ และอีกอย่างต้องสามารถร้องเพลงได้ เกือบจะเรียกได้ว่าเทียบเท่านักร้องจริงๆ เลย เลยเป็นบทที่เว้นว่างไว้ คือตอนนั้นได้ทุกตัวละครแล้วยกเว้นตัวราตรีคนเดียว

จนมาวันหนึ่ง ผมซึ่งปกติแล้วผมก็จะอยู่กับพี่มานพ แล้ววันนั้นเดินผ่านหน้าบริษัทเขา เชื่อไหม? เดินผ่านทุกวันไม่เคยสังเกต แต่อยู่ดีๆ ผมก็หันไปเห็นโปสเตอร์ คืนบาป ..พรหมพิราม ผมก็เลยนึกได้ว่า เออ หรือจะเป็นพิมดี เลยนึกย้อนไปว่าผมเคยเจอเขาที่งานของสหมงคลฟิล์ม ซึ่งวันนั้นพิมเขาขึ้นไปร้องเพลง แล้วเขาเสียงดีมาก ก็เลยคิดว่า อยากได้นักแสดงที่ร้องเพลงได้โดยไม่ต้องลิปซิงค์ คือสามารถสร้างความเชื่อให้คนดูได้จริงๆ

ผมคิดว่า ราตรี ที่สำคัญต้องสวยและเซ็กซี่ เพราะบทของราตรีเป็นคนที่มีเสน่ห์ ทะเยอทะยานอยากจะดัง คืออยากเป็นมากกว่านักร้องในวงดนตรีเล็กๆ สำหรับพิมนี่ได้ในส่วนทั้งการเป็นนักร้องและการแสดง พิมเป็นธรรมชาติมากเหมือนไม่ได้แสดง บทนี้อาจจะไม่ค่อยดราม่าเท่าคืนบาป แต่ว่าก็จะมีบ้างที่ต้องแสดงอารมณ์ลึกๆ ผมอยากได้ผู้หญิงที่ไม่ได้มีอารมณ์ด้านเดียว ไม่ใช่รักใครก็รักหัวปักหัวปำ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องมีทั้งรักทั้งเกลียด

ตอนที่ผมโทรไปหาพิมครั้งแรกก็เล่าเรื่องให้เขาฟังคร่าวๆ แล้วพิมก็จะถาม ผมก็เล่าคาแรคเตอร์ให้เขาว่าต้องเป็นนักร้องลูกทุ่งนะ พิมก็ตอบตกลง ผมก็งงมาก เขาบอกเดี๋ยวเขาเคลียร์คิวให้ พอมาถามเขาทีหลังเขาบอกผมว่า "พี่หนูอยากร้องเพลงมาก" เขาไม่ต้องไปเรียนเพิ่มเติมเลยเพราะเสียงเขาได้อยู่แล้ "

จะได้ชมลีลาการเป็นนักร้องของพิมในเรื่องนี้เยอะไหม

" ำหรับฉากใหญ่ๆ ก็จะมีอยู่ 3 ฉากที่พิมเขาจะต้องขึ้นร้องเพลงบนเวทีใหญ่ แต่มีอยู่ฉากหนึ่งที่ร้องอยู่บนเวทีที่ใหญ่มากซึ่งเป็นเวทีจริงของวงดนตรีของพี่เอกชัย ที่ไปถ่ายที่หาดใหญ่ งานนี้เป็นการขอร้องพี่เอกชัยว่าต้องการฉากนี้มากๆ เงินก็ไม่มีให้เขา แต่ว่าผมต้องการคนดูเยอะๆ 6,000-7,000 คน ต้องการเวทีใหญ่มาก การแสดงจะประมาณสามทุ่ม เรามีเวลาในการเตรียมงานแค่นั้น

พอคอนเสิร์ตเริ่มจริงก็มีการประกาศว่าเป็นฉากหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ขอให้ทุกคนให้ความร่วมมือ ฉากนี้พิมจะต้องขึ้นไปร้องเพลง มันเป็นการตอบโจทย์ความฝันของราตรี คือการร้องเพลงต่อหน้าคนมากมาย ที่เขาอยากจะร้องเพลงให้คนดูเยอะๆ เพื่อให้คนดูชอบเขา แต่ตอนที่อยู่กับฉัตรทองวงก็จะล่มร้องแล้วคนดูก็น้อย แต่มาตอนนี้บนเวทีที่ยิ่งใหญ่ ความรู้สึกในสีหน้า เพลงคือเพลงเดียวกันแต่ร้องคนละอารมณ์กันเลย เขาต้องร้องด้วยความรู้สึกดีใจ

ฉากนี้พิมต้องร้องสดเลย ถ่ายหลายครั้งซึ่งทุกครั้งก็ให้ร้องสดเลย แล้วให้เขาเล่นกับคนดูจริงด้วย แล้วฉากนี้ได้ความรู้สึกของคนที่อยากจะร้องให้คนดูเยอะๆ ฟังจริงๆ พิมเล่นได้ธรรมชาติมาก เหมือนเขามีวิญญาณความเป็นซูเปอร์สตาร์อยู่ในตัว ตอนก่อนขึ้นเขาก็ตื่นเต้นนะ ผมคิดว่าถ้าเขาเป็นนักร้องลูกทุ่งจริงๆ คงได้แน่นอน

สำหรับการร่วมงานกับพิมตอนแรกที่เจอเขาที่กองถ่ายคืนบาปฯ เขาจะนั่งนิ่งๆ เป็นคนหยิ่งๆ ดูสวยหยิ่งๆ พิมก็ถามว่าทำไมถึงเลือกเขา พี่ก็บอกว่าตอนแรกที่เจอเหมือนคนสวยหยิ่ง ยากที่จะเปิดใจให้ใครได้ และเมื่อเห็นเขาขึ้นเวทีก็มองเห็นความทะเยอทะยาน แล้วพอมารู้จักตัวจริงเขาเป็นคนสนุกมากๆ แล้วก็ไม่หยิ่งเล "

สำหรับโหน่ง ช่าช่าช่า ที่ในเรื่องนี้บอกว่าไม่ตลกสักนิดเดียว

" อนแรกผมมองคนที่รับบทนี้ไว้หลายคน คือบทนี้ใจจริงเลยผมอยากได้นักแสดงตลกอยู่แล้ว เพราะว่าไม่อยากให้หนังดูซีเรียสมาก หรือเข้มมากๆ เลยมองว่าถ้าเป็นคนอื่นไม่เหมาะแน่ ซึ่งผมมารู้ตอนหลังว่าเขาชอบเพลงลูกทุ่งอยู่แล้ว ถึงขั้นมีการไปบนบานว่าอยากเล่นหนังเรื่องนี้ แล้วเขาศรัทธาพี่เอกชัยมาก หมายถึงตัวจริงเขานะครับ แล้วผมได้เห็นเขาตอนเงียบๆ นิ่งๆ เลยคิดว่าเขาต้องเล่นได้แน่นอน

โหน่งในเรื่องนี้จะเป็นผู้จัดการวง เป็นเหมือนลูกน้องคนสนิทของเอกชัย ศรีวิชัย ทุกอย่างในวงจะเป็นหน้าที่ของโหน่ง ต้องดูแลวงทุกอย่าง แล้วเขาจะเป็นคนที่ซื่อสัตย์มาก และเมื่อรู้ว่าหัวหน้าวงตายไปแล้ว แต่เขาก็ยังจะประคับประคองไม่ให้วงเสีย และต้องมีทั้งพระเดชและพระคุณ จะเห็นโหน่งในเรื่องนี้ไม่ยิ้มเลย เท่าที่เห็นในเรื่องจะทำให้ดูหน้าเข้ม แต่ในความเข้มของเขา เราดูแล้วก็จะขำๆ ไม่เหมือนกับ เจเนท ที่จะมุขเยอะๆ

เจเนท เขียว ถือว่าเป็นตัวเรียกเสียงหัวเราะในเรื่องเลย

"เจเนท เขียว ในเรื่องจะต้องเป็นคนสวยและอยากเป็นนักร้อง แต่ตัวเองไม่เคยรู้จักตัวเองเลย เขาจะต้องเลียนแบบนักร้องดังๆ ตลอดไม่ว่าจะเป็นมาดอนน่า มารายห์ก็มี คือความฝันคืออยากจะมาอยู่ในวงดนตรีของฉัตรทอง การพรีเซ้นท์ของเจเนทก็คือการเลียนแบบคนนั้นคนนี้ ตัวฉัตรทองเองก็จะบอกให้ไปค้นหาตัวเองให้เจอ จนกระทั่งวันหนึ่งเขาก็เจอตัวเอง เป็นเหมือนตัวแทนของคนที่อยากมีโอกาส สร้างโอกาสและปลดพันธนาการของตัวเอง คือต้องกล้าที่จะออกจากข้อบังคับ มันมีนัยไม่ใช่แค่เพื่อให้ขำ

สำหรับการทำงานก็ไม่มีปัญหาเท่าไร แต่จะมีก็ตรงที่คิวหายากมาก แต่เวลามาเข้าฉากแต่ละครั้งก็เต็มที่เต็มร้อย ทำให้กองถ่ายขำกันทั้งกองถ่าย เป็นคนที่อารมณ์ดีมาก อยู่กับใครใครก็ชอบเพราะความจริงใจ ส่วนใหญ่การกำกับของผมในเรื่องนี้ไม่ได้เอาบทมากะเกณฑ์ คืออยากให้นักแสดงรู้สึกแล้วพูดจริงๆ ออกมา"

สีสันอีกอย่างของเรื่อง คือการนำเสนอเรื่องราวชีวิตของวงดนตรีลูกทุ่ง

"ครับ ตั้งแต่เปิดเรื่องก็จะเห็นกันตั้งแต่หลังเวทีเลย หนังเรื่องนี้ถ้าดูก็จะเห็นถึงชีวิตของวงดนตรีลูกทุ่งว่าเป็นอย่างไร เพราะค่อนข้างจะถ่ายทอดออกมาได้เหมือนจริง มีสีสัน มีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเล่นไพ่โดนจับ มีปัญหาสารพัดที่เกิดขึ้นหลังเวที แม้แต่ฝนฟ้า เล่นๆ อยู่แล้วฝนตก และในวงดนตรีลูกทุ่งจะมีหางเครื่องสาว และมีหัวหน้าหางเครื่องที่ต้องคุม ลองคิดดูว่าจะทำอย่างไรที่จะคุมลูกวง เพราะฉะนั้นจะต้องปากจัด อย่างนี้เลยต้องเอาส้มเช้งเลย"

ส้มเช้ง นี่ต้องร้ายมากๆ ทั้งตบทั้งตี สารพัดเลยหรือ

"ใช่ครับ ตอนถ่ายทำให้เรารู้สึกว่าเขาเป็นคนปากจัดจริงๆ ได้ เพราะว่าเขาจะด่าไฟแลบเลย และส้มเขามีพรสวรรค์ในการจินตนาการสูง เวลาที่เราเห็นเขาในทีวีอย่างในรายการทีวีจะเหมือนเขาไม่เด่น คนที่เด่นจะเป็นพวกผู้ชายหมด เราจะไม่เห็นประกายเขาเท่าไหร่ แต่ใน ฟอร์มาลีนแมน ..รักเธอเท่าฟ้า เราจะเห็นความสามารถของเขาอย่างสูงเลย เป็นสีสันของเรื่อง เขาเป็น แหว๋ว ที่ร้อนแรง ด่าไฟแลบเลย คำด่าบางทีฟังแล้วอึ้ง ไม่หยาบแต่มันเจ็บ บางคำก็ขำแล้วก็เจ็บด้วย

ยังมีนักแสดงหน้าใหม่ในเรื่องนี้ด้วย ที่มารับบทเป็นแก้ว

" ้องที่มารับบทเป็น แก้ว ชื่อ สุธา กาละมิตร์ เป็นหลานของพี่เอกชัย ก็มีบุคลิกที่ดูเป็นคนใต้มากๆ ให้เขาเป็นตัวของตัวเองเลย เพราะเขาเป็นคนใต้จริงๆ มีนิสัยจริงใจ ตรงไปตรงมา แรกๆ เข้าฉากเขาก็เกร็งนะ แต่หลังๆ เขาก็เริ่มสนุกแล้ว มีอยู่ฉากหนึ่งที่น้องเขาต้องหอมแก้มพิม คือในเรื่องเขาต้องเป็นคนที่แอบรักพิมมาตลอด แล้ววันหนึ่งได้ไปเที่ยวกับพิมก็ต้องหอมพิม เขาก็ตื่นเต้นมากถามผมว่าต้องหลบกล้องไหม ผมก็บอกว่าไม่ต้องหอมเลยๆ พิมก็บอกให้หอม ซึ่งแค่หอมเอง ไม่ใช่เรื่องใหญ "

จะได้ยินสำเนียงใต้กันทั้งเรื่องเลยหรือเปล่า

" ีทั้งพูดใต้และทุกๆ ภาค เรื่องนี้ผมได้คุณบุญส่ง นาคภู่ ผู้กำกับหนัง (เรื่องหลอน) ที่เป็นเพื่อนกับผมมาเล่นเป็นคนที่ต้องพูดอีสานด้วย บางคนเป็นคนเหนือก็ให้พูดเหนือ ที่สำคัญคุณเอกชัยสามารถที่จะพูดได้ทุกภาษา จะได้เห็นความสามารถของคุณเอกชัยในฉากๆ หนึ่งที่เขาต้องพูดสี่ภาษาสี่ภาคเลยในเวลาเดียวกัน คือจะหันไปพูดกับคนนี้ภาษาใต้ อีกคนภาษาเหนือ อีสานหันไปก็พูดใต้อีกแล้ว ซึ่งฉากนี้ก็ปล่อยฟิล์มยาวเลย พี่เอกเป็นคนที่มีพรสวรรค์มากเลย จ้างทีเดียวคุ้มเลย (หัวเราะ "

สถานที่ถ่ายทำของเรื่องนี้

" นเรื่องนี้เราถ่ายทำกัน 2 ที่ใหญ่ๆ คือ ฉะเชิงเทรากับสงขลา สำหรับซีนที่ถ่ายในฉะเชิงเทราจะเป็นคิวภายในมากกว่า แต่ถ้าเป็นซีนภายนอกผมจะไปถ่ายที่สงขลาจริง การถ่ายทำในเรื่องนี้ด้านโปรดักชั่นจะไม่ค่อยมีปัญหา ส่วนหนึ่งก็เพราะดาราของเราเป็นเอกชัยด้วย เมื่อไปที่ต่างๆ คนก็ให้การต้อนรั "

ทีมงานในเรื่องนี้เป็นใครกันบ้าง

" ป็นทีมที่ผมเลือกเองทั้งหมด โดยเฉพาะคุณเดชา ผู้กำกับภาพจากเรื่องโกหกทั้งเพ บางทีอาจจะเห็นเอกชัยในมุมมองที่เท่ห์เหมือนกับ ลีโอ พุฒ ก็ได้ (หัวเราะ) ส่วนการแต่งหน้าก็ได้พี่ขวด มาแต่งหน้าผีให้กับเอกชัย เรื่องนี้มันต้องมีพัฒนาการหลายๆ อย่างของหน้าผี ตั้งแต่ตอนเริ่มเน่า ถึงเน่ามาก จึงต้องมีการให้ทีมงานหาตัวอย่างมาให้ดูก่อน เพราะมันจะไม่ดูเละเหมือนหนังผี แต่ว่ามันจะดูเหมือนศพเน่า แต่พี่ขวดเขาจะมาช่วยในซีนที่สำคัญ "

เรื่องนี้จะแตกต่างจากหนังเรื่องอื่นๆ แค่ไหน

" ผมว่ามันคือความแปลกใหม่ด้วยทั้งแนวหนังและพล็อตเรื่อง และอีกอย่างคือดารา การพลิกบทบาทของดารา อย่างเอกชัยที่มาเล่นหนังใหญ่อย่างเต็มตัว พิมพ์พรรณที่พลิกภาพมาเป็นนักร้อง โหน่งและส้มก็ไม่เคยเล่นหนังใหญ่ ผมเองก็เพิ่งกำกับหนังใหญ่ครั้งแรก ตากล้องเองก็เป็นแนวใหม่ๆ เลย ผมว่ามันเป็นมุมมองที่ใหม่ของหนังไทยเลย มันเป็นลูกทุ่งที่ใหม่เลย เป็นแนวอัลเทอร์เนทีฟหน่อย สำหรับความคาดหวัง ผมก็เดาไม่ถูกนะ เพราะผมทำเต็มที่ ไม่มีการอั้นไปถึงหนังเรื่องอื่นเล "

แง่คิดที่น่าจะได้จากเรื่องนี้

" ริงๆ แล้วแก่นเรื่องนี้คือใดๆ ในโลกล้วนอนิจจัง ผมมองว่าคนสมัยนี้แสวงหาเพื่ออะไร ทุกอย่างล้วนเอาไปไม่ได้หากตายไปแล้ว ทรัพย์สมบัติก็เอาไปไม่ได้ ฟังแล้วเหมือนหนังธรรมะนะ จริงๆ นะผมคิดธีมนี้เลย ทุกอย่างจะแสดงออกผ่านทางตัวละคร คือ แก้วจะแทนส่วนของรัก โลภก็คือเฮียกวง (ดี๋ ดอกมะดัน) เอกชัยคือความโกรธ หลงก็มีตัวของแหว๋ว

ตัวละครทุกตัวก็จะแก้ปัญหากันไปตามทิศทางของเขา แต่สุดท้ายทุกคนจะต้องหยุด ทำให้รู้ว่าเมื่อคุณละแล้วก็จะพบความสุข ซึ่งจะเห็นชัดมากในตัวของเอกชัย สุดท้ายก็ต้องยอมรับในสัจจธรรม ทุกคนต้องปล่อยวางเดินสายกลาง เรื่องนี้ก็มีการหักมุมด้วย แต่คงไม่บอกตอนนี้ ผมหวังว่าเรื่องนี้คงดูจะสนุกกับมัน นอกจากจะได้รอยยิ้มด้วยและก็ได้ปรัชญาชีวิตที่จะแฝงไว้ด้วย"

ความคิดเห็น

ภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้อง

วันนี้ในอดีต

  • เขาชนไก่
    เข้าฉายปี 2006
    แสดง วศิษฎ์ ผ่องโสภา, ทวีรัตน์ จุลศิริ, อภิพล ตรีเทวะวงษา
  • เดอะเลตเตอร์ เขียนเป็นส่งตาย
    เข้าฉายปี 2006
    แสดง มหาสมุทร บุณยรักษ์, ชลลดา เมฆราตรี, แอนดี้ เขมภิมุก
  • Happy Feet
    เข้าฉายปี 2006
    แสดง Robin Williams, Hugh Jackman, Elijah Wood

เกร็ดภาพยนตร์

  • Dorian Gray - ดัดแปลงจากหนังสือนิยาย The Picture of Dorian Gray ของ ออสการ์ ไวลด์ และกำกับโดย โอลิเวอร์ ปาร์กเกอร์ ผู้เคยสร้างภาพยนตร์จากงานเขียนของ ออสการ์ มาแล้ว 2 เรื่อง นั่นคือ The Importance of Being Earnest (2002) และ An Ideal Husband (1999) อ่านต่อ»
  • Solomon Kane - ดัดแปลงจากงานเขียนร้อยแก้วและร้อยกรอง The Savage Tales of Solomon Kane ของ โรเบิร์ต อี. โฮเวิร์ด ผู้บุกเบิกนวนิยายแนวคมดาบและเวทมนตร์ (Sword and sorcery) ในช่วงปลายยุค 20 ถึงต้นยุค 30 แต่ตัวละคร โซโลมอน เคน ปรากฏตัวครั้งแรกในเรื่อง Red Shadows ที่ตีพิมพ์โดยนิตยสาร เวียร์ด เทลส์ ฉบับเดือนสิงหาคม 1928 และตลอด 4 ปีหลังจากนั้น ก็มีการตีพิมพ์เรื่องราวของ โซโลมอน เคน ต่อเนื่องมาอีก 6 ตอน อ่านต่อ»
เกร็ดจากภาพยนตร์สามารถดูได้ในหน้าข้อมูลภาพยนตร์แต่ละเรื่อง

เปิดกรุภาพยนตร์

วินเซนต์ (โรเบิร์ต ชีฮาน) ชายหนุ่มที่ป่วยเป็นโรคทูเร็ตต์ แถมคุณแม่ก็พลันมาด่วนจากไป เขาจึงต้องไปอาศัยอยู่กับคุณพ่อที่แย...อ่านต่อ»