1. สยามโซน
  2. ภาพยนตร์
  3. ข่าววงการภาพยนตร์

เรื่องราวความรักดั่งพรหมลิขิต ชาม ฉลองมงคลสมรสหวาน

เรื่องราวความรักดั่งพรหมลิขิต ชาม ฉลองมงคลสมรสหวาน

มีเรื่องราวความรักที่เป็นเหมือนดั่งพรหมลิขิตไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับ "ชาม - ไอยวริญท์ โอสถานนท์" กับแฟนหนุ่มชาวออสเตรเลีย "เจมส์ แอรอน โธมัส" ที่เป็นเพื่อนร่วมโรงเรียนเดียวกัน และทั้งคู่แอบชอบกันมาตั้งแต่สมัยเด็กโดยไม่ได้เอ่ยออกไป จนกระทั่งโคจรมาพบรักกันอีกครั้งในหลายปีต่อมา โดย ชาม และ เจมส์ ได้เข้าพิธีสมรสแบบไทยๆ กันไปเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2558 ณ อินเตอร์เนชั่นแนล สคูล แบงคอก ก่อนจัดงานฉลองมงคลสมรสในวันที่ 7 ธันวาคม 2558 ที่โรงแรม แกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพ และก่อนที่งานเลี้ยงจะเริ่มต้นขึ้น เจ้าบ่าวและเจ้าสาวได้จูงมือกันออกมาเปิดใจถึงการแต่งงานในครั้งนี้

ความรู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง

ชาม "ความรู้สึกวันนี้นะคะ ก็จริงๆ แล้วมันมีหลายความรู้สึกรวมกันมากเลยค่ะ ตอนแรกเนี่ยคือการจัดงานแต่งงานชามไม่คิดเลยว่ามันจะเหนื่อยขนาดนี้ ความรู้สึกตั้งแต่แรกของวันนี้คือเหนื่อยสุดๆ แต่พอมาถึงจุดนี้แล้ว ชามเห็นว่าทุกๆ คนเนี่ยรักชามมากแค่ไหน รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมาก แล้วก็มีพี่ๆ เพื่อนๆ มาช่วยกันก็เลยรู้สึกถึงความรักทั้งหมดที่ทุกคนมีให้ทั้งชามแล้วก็เจมส์ ก็ทำให้ชามมีความสุขมากๆ เลยค่ะ แล้วก็หายเหนื่อยแล้วทันทีเลยค่ะ"

ภารกิจแห่ขันหมากของ เจมส์ เป็นอย่างไร

ชาม "เมื่อวานนี้นะคะก็มีโอกาสได้เห็นเขาแห่ขันหมากมา ซึ่งบรรยากาศที่แห่นี่ก็คือสถานที่ที่เราสองคนโตมาด้วยกัน ก็คือ อินเตอร์เนชันแนล สคูล แบงคอก แล้วมันเป็นบรรยากาศที่อบอุ่นมากสำหรับชามนะคะ เพราะว่าชามเรียนที่นั่นตั้งแต่อนุบาลจนถึงเกรด 12 แล้วก็เจอกับเจมส์ ตอนที่เจมส์ย้ายมาอยู่เมืองไทยตอนเกรด 6 ก็คือเทียบเท่ากับ ป.6 ค่ะ แล้วเวลาที่เห็นเขาเดินมา แล้วในขบวนก็มีเพื่อนๆ จากไอเอสบีด้วย แล้วก็เพื่อนของเจมส์จากออสเตรเลียบินมา รู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่อบอุ่นมาก แล้วความเหนื่อยที่ชามเคยมีก่อนหน้านี้เกี่ยวกับงานแต่งงานมันก็เลยหายไปหมดเลยค่ะ แล้วภารกิจต่างๆ ที่เขาต้องทำบางอันก็คือสนุกบ้าง ตลกบ้าง แต่บางอันเนี่ยชามก็สงสารเจมส์เหมือนกันค่ะ เพราะว่าให้เขาเรียกว่า แคลปอัป ค่ะ ให้วิดพื้นแล้วก็ก่อนที่จะลงไปอีกครั้งหนึ่งคือให้ตบมือ แล้วสั่ง 20 ครั้งค่ะ อันนี้เป็นประตูสุดท้ายของญาติชามเอง ได้ยินก็ตกใจเหมือนกัน สงสารค่ะ กลัวไม่ผ่านประตู แต่ก็ทำได้ค่ะ ก็สนุกค่ะ"

เจมส์ "เมื่อวานตอนที่ต้องผ่านประตูเงินประตูทอง ผมไม่รู้เลยครับว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง แต่ละประตูอยู่ในการดูแลของเพื่อนๆ และครอบครัวชามครับว่าใครจะให้ทำอะไรกันบ้าง มันยากมากๆ เลยโดยเฉพาะการต้องทำอะไรยากๆ ในขณะที่ใส่สูท เจอประตูที่ถามถึงเรื่องส่วนตัว ความสัมพันธ์ของผมกับชาม ให้ผมพูดเกี่ยวกับตัวเธอ เป็นเรื่องที่เครียดบ้างเหมือนกันครับ ผมไม่คุ้นเคยกับงานแต่งงานแบบไทยๆ การผ่านประตูเงินประตูทอง เลยเป็นเรื่องยากครับ"

พัฒนาความสัมพันธ์จากเพื่อนในวัยเด็กสู่การเป็นคนรักได้อย่างไร

ชาม "รู้จักกันมาตั้งแต่อายุ 11 ค่ะ แล้วตอนนั้นคือเจมส์เขาเป็นคนที่เหมือนดังในโรงเรียนค่ะ เพราะว่าเขาเป็นนักกีฬาทุกคนก็จะรู้จักเขา เหมือนพวกพระเอกหนังประมาณนั้น แล้วชามก็ไม่ค่อยมีโอกาสได้คุยกับเขาตลอดเวลาตอนเด็กๆ เพราะว่าเวลาที่จะเรียนเนี่ยก็ไม่ได้เรียนตรงกัน เป็นเหมือนมหาลัยค่ะ ที่ไม่ใช่ว่ามีห้องฟิกซ์อยู่ห้องเดียว คือมันเดินเรียนกันวิชาก็ไม่ค่อยจะตรงกัน จนกระทั่งมาเจอกันในวิชาคลาสส์เต้นค่ะ แล้วก็ได้คุยกันได้รู้จักกัน แต่ก็ไม่ได้สนิทกันมากมาย ไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกัน แต่ก็เจอหน้ากันทุกวันค่ะ หลังจากเรียนจบก็ไม่ได้เจอกันอีกประมาณ 10 ปี เพราะว่าเหมือนโชคชะตามั้งคะ จังหวะชีวิตมันคลาดกันตลอดเวลา คือเวลาที่เขาจะมาเมืองไทยแต่ละครั้ง เขาก็นัดว่ามาเจอกันเถอะ เราก็ถ่ายละครบ้าง มาไม่ได้บ้าง แล้วพอเรามาถึงกรุงเทพฯ ปุ๊บ เขาก็ต้องรีบบินกลับไปเรื่องงานเขา ก็คลาดกันสัก 5-6 ทีในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา แต่ก็คุยกันอยู่เรื่อยๆ ค่ะทุกเทศกาล จนกระทั่งวันหนึ่งก็ว่างพร้อมกันมั้งคะ วันหนึ่งก็ทักเฟซบุ๊กชามมา คุยกันไปคุยกันมามันก็เลยคลิกกันค่ะ แล้วหลังจากที่คุยกันแบบไม่ใช่ความเป็นเพื่อนนะคะ คุยลึกไปเรื่อยๆ เนี่ยเพียงแค่ 2 วัน ชามก็รู้แล้วว่าชามต้องแต่งงานกับคนนี้"

สัญญาณที่บอกว่าคนนี้คือคนที่ใช่

ชาม "ภาพตอนเด็กๆ ที่ชามมองเขา ชามคิดว่าเขาเป็นคนซ่าๆ แนวแบบลุยๆ ค่ะ แต่ว่าพอได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเขา เขาเป็นคนที่น่ารัก ใจอ่อนมาก แล้วก็คือทุกสิ่งทุกอย่างที่เราต้องการไว้ แล้วเรามองว่าภาพเขาไม่ใช่ แต่พอรู้จักจริงๆ แล้วคือทุกอย่างที่เราต้องการอยู่ในตัวเขาหมดเลย"

นาทีที่ เจมส์ ขอแต่งงาน

ชาม "จริงๆ เราก็เคยพูดกันไว้แล้วนะคะ คือเจมส์อ่ะ พอมาคบกับชามตั้งแต่แรกๆ เขาบอกว่าไอไปไหนไม่ได้แล้วแหละเพราะว่าเจอคนที่ใช่แล้ว แล้วชามก็ไม่นึกว่าเขาจะขอเร็วขนาดนี้ด้วย แล้วก็ไม่นึกว่าเขาจะจัดเซอร์ไพรส์ให้ชามเป็นเซอร์ไพรส์วันเกิด เพราะชามเป็นคนไม่จัดวันเกิดอยู่แล้ว แล้วเขาก็ทำงานหนักมากเลยนะ เขาต้องคุยกับแม่ กับผู้จัดการของชามด้วยว่าจะนัดยังไงให้ชามเซอร์ไพรส์ นัดเพื่อนๆ พี่ๆ มาให้หมดเลย แล้วชามก็นึกว่าเป็นการจัดวันเกิดเฉยๆ แต่ในที่สุดก็คุกเข่าขอแต่งงาน ก็ตกใจมากเลยวันนั้น แต่ก็ดีใจค่ะ"

ได้ยินว่าสินสอดมูลค่ากว่าหนึ่งร้อยล้านบาท

ชาม "เอามาจากไหน ไม่ค่ะ คือเราก็คุยกันไว้แล้ว อย่างที่บ้านชามก็บอกว่า บ้านชามไม่เรียกร้องอะไรหรอกค่ะ แต่นับจากวินาทีนี้ไปเขาทำได้เท่าไรให้ชามหมด จริงๆ มันเป็นไอเดียของเขา แล้วก็ตอนนี้จริงๆ แล้วคือชามรักเจมส์ แล้วที่บ้านชามรักเจมส์ตรงที่ว่าเขาเป็นคนที่แข็งแกร่ง แล้วแนวฝรั่งค่ะ เขาสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตัวของตัวเอง แล้วได้มายืนตรงถึงจุดนี้เนี่ยชามว่าชามฝากชีวิตไว้กับเขาได้ค่ะ"

หลังจากนี้จะใช้ชีวิตอยู่ที่ไหน

ชาม "เจมส์ตั้งแต่ที่เรียนจบจากโรงเรียนเกรด 12 ไปเนี่ยค่ะ เขาอยากที่จะย้ายกลับมาอยู่เมืองไทยตั้งแต่ตอน 10 ปีที่แล้วแล้วค่ะ แล้วเขาก็เลยพยายามที่จะเรียนแล้วก็หางานที่มันสามารถจะโยงกับเมืองไทยได้ค่ะ ก็เลยเลือกที่จะทำโซลาร์ เพราะว่าประเทศไทยเนี่ยเป็นประเทศที่เหมาะกับการติดตั้งโซลาร์ประหยัดพลังงาน ถ้าใครสนใจติดต่อมาได้นะคะ เขาดีไซน์เองทำทุกอย่างเอง เป็นวิศวกรทำเองหมดเลย ก็นั่นแหละค่ะเป็นธุรกิจที่เขามาเปิดที่เมืองไทย เขามีอยู่ที่อยู่ที่ออสเตรเลียแล้ว ตอนนี้มาเปิดที่เมืองไทยด้วยเป็นชื่อชามนะ แล้วก็ตอนนี้จะย้ายมาอยู่เมืองไทยแล้วค่ะ"

เรือนหออยู่ที่ไหน

ชาม "เรือนหอเนี่ยคือที่บ้านชามด้วยความที่ชามเป็นลูกคนเดียว แล้วก็หลานสาวคนเดียวของปู่ย่าตายาย ก็มีกฎอยู่อย่างหนึ่งว่าลูกเขยจะต้องย้ายเข้าบ้าน แล้วตอนแรกชามก็นึกว่ามันยากนะเนี่ยจะได้แต่งไหม เพราะว่าหลายคนก็ไม่โอเคกับตรงนั้น แต่อย่างเจมส์เนี่ยเขาเป็นคนที่โอเคมากๆ แล้วก็เข้ากับครอบครัวชามได้ค่ะ ก็ย้ายเข้าบ้าน"

จะมีทายาทเลยไหม

ชาม "ก็รอดูก่อนค่ะ แต่ว่าเจมส์เขาบอกว่าเขาก็พร้อมทุกเมื่อ ชามยังติดละครอยู่เรื่องหนึ่งค่ะตอนนี้ มี ทายาทอสูร ช่อง 3 ค่ะเดี๋ยวอันนั้นจบแล้วค่อยว่ากันแล้วกันเนอะ"

อยากมีลูกกี่คน

ชาม "ด้วยความที่ชามเป็นลูกคนเดียว ชามจะไม่มีทางมีลูกคนเดียวแน่นอน ชามจะมี 2 คนแต่ไม่อยากเกินนั้นค่ะ อยากได้แฝด"

เจมส์ "2 คนครับ หรือมากกว่านั้น"

คำมั่นสัญญาที่มีให้แก่กัน

ชาม "ก็เมื่อวานนี้ค่ะเป็นพิธีให้คำมั่นสัญญาที่โรงเรียนค่ะ ก็ได้ให้กันไว้ว่าจะรักคนนี้ตลอดไปค่ะ"

เจมส์ "ผมสัญญาว่าจะไม่ทำให้ชามเสียใจ หรือร้องไห้ หรือทำให้ผิดหวัง จะปฏิบัติต่อเธอด้วยความเคารพ ผมเชื่อว่าเราจะไม่อยู่ด้วยกันแค่ชาตินี้ แต่จะอยู่ด้วยกันทุกๆ ชาติไป นั่นเป็นคำสัญญาชั่วนิจนิรันดร์ครับ"

ชาม จะยังทำงานในวงการต่อไปหรือเปล่า

ชาม "คือเจมส์ทราบว่ามันเป็นสิ่งที่ชามรักอยู่แล้วนะคะ แล้วก็ไม่ห้ามในการที่ชามจะตัดสินใจในการทำงานอะไรค่ะ แต่ก็ต่อจากนี้ไปไม่ว่าจะเป็นอะไรที่เข้ามาแล้วเนี่ย ไม่ว่าจะเป็นทางเจมส์หรือทางชาม เราก็จะปรึกษากันเพราะว่าเราไม่ใช่คนเดียวแล้วค่ะ"

ช่วงที่คบกันแต่อยู่คนละประเทศมีวิธีดูแลความรักอย่างไร

ชาม "ช่วงที่คบกันแล้วก็อยู่ต่างประเทศมันเป็นช่วงเวลาที่ยากนะคะ เพราะว่ามันจะต้องใช้ความรัก และความอดทน และความเข้าใจกันมากๆ ค่ะ แล้วโชคดีนะคะที่ตอนนี้เราโตมากันในยุคที่มันมีเฟซไทม์ มีสไกป์ แล้วก็เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ แอปต่างๆ ที่จะช่วยให้ความรักมันยืดยาวไปได้ค่ะ ถ้าเป็นแต่ก่อนนี่ก็คงยากกว่านี้ แต่ว่าชามเชื่อว่าการคบกันระยะไกลเนี่ยมันเป็นสิ่งที่ยากและทรมานมาก แต่ถ้าผ่านไปได้ชามเชื่อว่าเราสามารถผ่านทุกสิ่งทุกอย่างไปด้วยกันได้แน่นอนค่ะ"

เจมส์ "มันเป็นสิ่งที่ยากที่สุดที่ผมเคยทำมาในชีวิต แต่สิ่งที่ทำให้ผมมีกำลังใจมากก็คือการที่ชามเป็นคำตอบในชีวิตผมว่าในที่สุดแล้วผมจะต้องลงเอยกับใคร เมื่อผมได้คำตอบนั้นแล้วทุกอย่างก็ดูเหมือนง่ายไปเลยครับ"

จะไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ที่ไหน

ชาม "ฮันนีมูนยังไม่ได้คิดเลย เพราะว่ามุ่งเรื่องงานแต่งอยู่ ยังไม่ได้แพลนเลยค่ะ แต่ว่าเจมส์เขาชอบทะเล ชามก็ชอบ ก็คงจะไปที่ไหนสักที่ที่เกี่ยวกับทะเลค่ะ"

วันนี้ได้ลงเอยกันแล้วมีอะไรอยากจะบอกให้แก่กัน

ชาม "มันเป็นสิ่งที่แปลกมากนะชามว่า ชามเคยหมดความศรัทธาในความรักไปพักหนึ่ง และชามคิดว่าความรักที่เราต้องการที่แท้จริงมันไม่สามารถที่จะเจอได้ แต่ว่าเจมส์เนี่ยเป็นคนที่ชามแอบชอบมาตั้งแต่เด็ก แล้วคือไม่ใช่แค่ชามหรอกชามว่าหลายๆ คนในโรงเรียนจะแอบชอบเขา แล้วเราก็ไม่กล้าที่จะพูดอะไรอยู่แล้ว เพราะเราเป็นผู้หญิง แต่พอ 10 ปีให้หลัง เจมส์เขาก็มาสารภาพว่าตัวเขาเองก็ชอบชามมาตั้งแต่เด็กเหมือนกัน แต่ก็ไม่คิดว่าคนไทยจะไปลงเอยกับฝรั่ง แล้วเขาก็เลยไม่กล้าที่จะทำร้ายตัวเองโดยการที่เข้ามาจีบ เขาก็เลยรอไป แล้วมันเหมือนพล็อตในหนัง พอเจอกัน 10 ปีความลับเปิดเผย แล้วทุกอย่างมันก็เลยเร็วได้ค่ะ แล้วก็เลยขอแต่งงาน"

เจมส์ "ชามเป็นเหมือนความฝันที่เป็นจริงของผมครับ ผมไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้น ผมเหมือนยังอยู่ในความฝันอยู่เลยครับ ผมรู้เลยว่าผมไม่สามารถที่จะมอง หรือไปอยู่กับผู้หญิงคนไหนได้อีกครับ"

ทำไมถึงเลือกชุดไทยมาใส่ในงานแถลงข่าว

ชาม "ชุดไทยของชามนะคะ ก็มาจากทาง ฟินาเล่ เวดดิ้ง สตูดิโอ ค่ะ ซึ่งจริงๆ แล้วเวลาที่ชามไปงานต่างประเทศที่ไหนเนี่ย ชามก็จะใช้ ฟินาเล่ เวดดิ้ง สตูดิโอ ตลอดสำหรับชุดไทยนะคะ เพราะว่าสิ่งที่ชามชอบจริงๆ นะคือไม่ใช่แค่สวยอย่างเดียว ชุดไทยเนี่ยต้องนั่งแล้วใส่สบายด้วย บางอันที่ใส่แล้วมันนั่งไม่ได้ แต่อันนี้คือมันแฮปปี้มากค่ะ แล้วคือเขาละเอียดมากเลยถ้ามองใกล้ๆ นะคะ แล้วทำให้ชามรู้สึกภูมิใจในความเป็นไทยมากๆ เลย ชามถึงเลือกที่จะใส่ชุดไทยในวันแถลงข่าวค่ะ แล้วเจมส์เองก็ชอบชุดไทยมาก ก็เลยบอกว่าเวลาแถลงข่าวเนี่ยยูอย่าใส่ชุดอื่นนะ เพราะว่าเขาชอบเวลาที่ชามใส่ชุดไทยมากที่สุดค่ะ"

รูปแบบของงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสเป็นอย่างไร

ชาม "คือชามเริ่มตั้งแต่การ์ดแต่งงานแล้ว ซึ่งเป็นไอเดียของแม่ชาม เพราะว่าทางครอบครัวเนี่ยเป็นครอบครัวเฮฮาค่ะ แล้วการ์ดแต่งงานนี่คืออยากให้แขกเปิดมาแล้วหัวเราะทันทีเลย เนี่ยแหละค่ะธีมของงานชาม ชามอยากให้มันเป็นอะไรที่ทุกคนมาแล้วมีความสุข ทุกคนยิ้มกันได้ตลอดเวลาเหมือนเห็นการ์ดแต่งงานแล้ว แล้วก็เวลามาในงานเนี่ยก็จะมีย้อนเรื่องราวของเรา 2 คน อย่างเราเจอกันในวัยเรียนก็จะมีเมดอินแคนดี้ แล้วเขามาตั้งบูธให้ตรงนี้เลยค่ะ เหมือนแบบลูกกวาดลูกอมเด็กๆ ค่ะ ซึ่งตอนเด็กๆ เราก็จะชอบกันที่โรงเรียน แล้วก็จะมีซุ้มถ่ายสติกเกอร์ แล้วก็มีอินสตาปรินต์แล้วก็ไปเอารูปได้นะคะ ทุกอย่างก็เหมือนอยู่ในวัยเรียนค่ะ แล้วก็มีโบว์ลิงที่เขาขอแต่งงานชามด้วย แล้วก็มีมงกุฎม็อกอัปมาหลายๆ อัน สายสะพายด้วย คือธีมงานเนี่ยอยากให้สนุก แล้วสีก็จะเป็นสีเขียวทอง ซึ่งเป็นสีของออสเตรเลีย ในเมื่อเขาพร้อมที่จะทำให้ตัวเองเนี่ยเป็นฝรั่งหัวใจไทยแล้ว ชามก็เลยอยากที่จะตอบแทนทางญาติพี่น้องของเขา แล้วก็เพื่อนๆ ที่บินมาจากออสเตรเลียด้วย โดยการที่ทำให้ธีมงานเนี่ยมันออกเขียวทองเป็นออสเตรเลียค่ะ"

งานเลี้ยงฉลองมงคลสมรส เริ่มต้นขึ้นโดยการเปิดตัวเพื่อนเจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าสาว ที่โปรยดอกกุหลาบสีขาวไปตามทาง จากนั้นสาว ชาม จึงเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าระดับนางงาม ตามด้วยหนุ่ม เจมส์ ที่ปรากฎตัวอย่างสายลับสร้างสีสันได้เป็นอย่างดี จากนั้นคู่บ่าวสาวก็ได้รับคำอวยพรจากแขกผู้ใหญ่ที่มาเป็นเกียรติในงาน อาทิ "ร้อยตำรวจโท อาทิตย์ บุญญะโสภัต" "พลตำรวจโท ศักดา เตชะเกรียงไกร" "ตู่ - นพพล โกมารชุน" ต่อมาเป็นการพูดคุยกับบ่าวสาวซึ่งพิธีกรอย่าง "โก๊ะตี๋ อารามบอย" หรือ "เจริญพร อ่อนละม้าย" ถามเจ้าสาวถึงคุณสมบัติของหนุ่มในฝัน ด้าน ชาม จึงรวบรวมคำตอบออกมาเป็นวิดีโอสั้นๆ 10 ข้อที่เจ้าบ่าวของตนเองมีเกือบครบ ขาดแต่คุณสมบัติข้อสุดท้ายคือการร้องเพลงที่หนุ่ม เจมส์ ยังไม่มี งานนี้เจ้าบ่าวสุดหล่อจึงสร้างสร้างความประหลาดใจให้ทุกคนด้วยการร้องเพลง "คนสุดท้าย" เป็นภาษาไทยชัดแจ๋วเพื่อมอบให้กับเจ้าสาวคนสวย

เมื่อการแสดงจบลง ชาม เอ่ยอย่างมีความสุขว่า "ก็ตกลงเป็น 10 เต็ม 10 แล้วนะคะ เจมส์คือทุกสิ่งทุกอย่างที่ชามต้องการในชีวิตค่ะ" ฝ่ายเจ้าบ่าวเผยถึงการฝึกซ้อมร้องเพลงนี้ว่า "ผมซ้อมแล้วก็ฟังเพลง 5 พันกว่าครั้งครับ" จากนั้นคู่บ่าวสาวก็จุมพิตกันอย่างหวานชื่นท่ามกลางสักขีพยานล้นหลาม ก่อนที่ทั้ง เจมส์ และ ชาม จะกล่าวขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกคน รวมถึงเพื่อนๆ และครอบครัวที่มาร่วมแสดงความยินดีในค่ำคืนนี้ แล้วจึงพากันไปที่เค้กแต่งงาน เพื่อราดน้ำผึ้งสีทองร่วมกันแทนการตัดเค้กเป็นอันจบพิธีอย่างเป็นทางการ บริเวณงานถูกประดับไปด้วยซุ้มดอกไม้นานาชนิด และมีภาพของเจ้าบ่าวเจ้าสาวตั้งเรียงราย ส่วนแขกที่มาร่วมงานทุกคนจะได้รับของชำร่วยเป็นลูกอมบรรจุใส่ขวดแก้ว พร้อมด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงผมขนาดทดลอง

สำหรับคนในวงการบันเทิงที่หลั่งไหลมาแสดงความยินดีก็มีมากมาย อาทิ "อ้น - สราวุธ มาตรทอง" "แคท - แคทรียา อิงลิช" "อุ้ม - ลักขณา วัธนวงส์ศิริ" "นนท์ - ชานนทร์ ทิพกนก" "หยก - ธัญยกันต์ ธนกิตติ์ธนานนท์" "คิงก่อนบ่าย" หรือ "ณภัทร ชุ่มจิตตรี" "แพนเค้ก - เขมนิจ จามิกรณ์" ที่มากับ "สารวัตรหมี - พ.ต.ต.ศักดิ์สุนทร เปรมานนท์" "น้ำฝน กุลณัฐ" หรือ "น้ำฝน - อัญรินทร์ หิรัญพรฐานนท์" "เปา - เปาวลี พรพิมล" "นก - อุษณีย์ วัฒฐานะ" "นุส - นุสบา ปุณณกันต์" "บีม - กวี ตันจรารักษ์" "แก้ว - จริญญา ศิริมงคลสกุล" "ขนมจีน - กุลมาศ ลิมปวุฒิวรานนท์" "บีม - ศรัณยู ประชากริช" "มัดหมี่ - พิมดาว พานิชสมัย" "บ๊วย - เชษฐวุฒิ วัชรคุณ" และ "แมทธิว ดีน"

สงวนลิขสิทธิ์ © ห้ามคัดลอก ตัดต่อ
ดัดแปลงหรือเผยแพร่ในสื่อใดๆ ก่อนได้รับอนุญาต
กดเพื่อดูรูปใหญ่ ปัดซ้าย-ขวาเพื่อดูรูปถัดไป
  • รูปภาพ 1
  • รูปภาพ 2
  • รูปภาพ 3
  • รูปภาพ 4
  • รูปภาพ 5
  • รูปภาพ 6
  • รูปภาพ 7
  • รูปภาพ 8
  • รูปภาพ 9
  • รูปภาพ 10
  • รูปภาพ 11
  • รูปภาพ 12
  • รูปภาพ 13
  • รูปภาพ 14
  • รูปภาพ 15
  • รูปภาพ 16
  • รูปภาพ 17
  • รูปภาพ 18
  • รูปภาพ 19
  • รูปภาพ 20
  • รูปภาพ 21
  • รูปภาพ 22
  • รูปภาพ 23
  • รูปภาพ 24
  • รูปภาพ 25
  • รูปภาพ 26
  • รูปภาพ 27
  • รูปภาพ 28
  • รูปภาพ 29
  • รูปภาพ 30
  • รูปภาพ 31
  • รูปภาพ 32
  • รูปภาพ 33
  • รูปภาพ 34
  • รูปภาพ 35
  • รูปภาพ 36
  • รูปภาพ 37
  • รูปภาพ 38
  • รูปภาพ 39
  • รูปภาพ 40
  • รูปภาพ 41
  • รูปภาพ 42
  • รูปภาพ 43
  • รูปภาพ 44
  • รูปภาพ 45
  • รูปภาพ 46
  • รูปภาพ 47
  • รูปภาพ 48
  • รูปภาพ 49
  • รูปภาพ 50
  • รูปภาพ 51
  • รูปภาพ 52
  • รูปภาพ 53
  • รูปภาพ 54
  • รูปภาพ 55
  • รูปภาพ 56
  • รูปภาพ 57
  • รูปภาพ 58
  • รูปภาพ 59
  • รูปภาพ 60
  • รูปภาพ 61
  • รูปภาพ 62
  • รูปภาพ 63
  • รูปภาพ 64
  • รูปภาพ 65

ความคิดเห็น

วันนี้ในอดีต

  • Fantastic Four
    เข้าฉายปี 2005
    แสดง Ioan Gruffudd, Jessica Alba, Chris Evans
  • City of God
    เข้าฉายปี 2005
    แสดง Alexandre Rodrigues, Leandro Firmino, Phellipe Haagensen
  • The Tree of Life
    เข้าฉายปี 2011
    แสดง Brad Pitt, Sean Penn, Jessica Chastain

เกร็ดภาพยนตร์

  • Resident Evil: Afterlife - เป็นภาคที่ 4 ของภาพยนตร์ชุด Resident Evil ที่สร้างจากวิดีโอเกมชุด เรซิเดนต์ อีวิล หรือ ไบโอฮาซาร์ด และเป็นภาคแรกที่ถ่ายทำในระบบ 3 มิติ อ่านต่อ»
  • Aftershock - สร้างจากโศกนาฏกรรมแผ่นดินไหวที่ถังซาน มณฑลเหอเป่ย ประเทศจีน เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 1976 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 240,000 คน บาดเจ็บกว่า 164,000 คน นับเป็นธรณีพิบัติที่รุนแรงที่สุดอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์เท่าที่เคยมีการบันทึก (นับจากจำนวนยอดผู้เสียชีวิต) และนับเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงที่สุดในรอบ 5 ศตวรรษ นอกจากนี้ภาพยนตร์ยังเล่าถึงเหตุแผ่นดินไหวที่เสฉวน ในปี 2008 ด้วย อ่านต่อ»
เกร็ดจากภาพยนตร์สามารถดูได้ในหน้าข้อมูลภาพยนตร์แต่ละเรื่อง

เปิดกรุภาพยนตร์

บทสรุปของมหาสงคราม การต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดของมวลมนุษยชาติ ที่ต้องอาศัยและป้องกันตัวเองหลังกำแพงมหึมาจากเผ่าพันธุ์ไททั...อ่านต่อ»