1. สยามโซน
  2. ภาพยนตร์
  3. ข่าววงการภาพยนตร์

จา บู๊ปะทะ ดอล์ฟ งัดท่าเด็ดอัศวลีลาสู้ในภาพยนตร์เรื่องใหม่

จา บู๊ปะทะ ดอล์ฟ งัดท่าเด็ดอัศวลีลาสู้ในภาพยนตร์เรื่องใหม่

"จา - จาพนม ยีรัมย์" หรือ "โทนี่ จา" (Tony Jaa) นักแสดงและผู้กำกับนักบู๊ชาวไทยที่สร้างชื่อเสียงจนเป็นที่รู้จักในระดับโลก ด้วยลีลาการแสดงฉากต่อสู้สุดเมามัน ชนิดทุ่มสุดตัวเล่นจริงเจ็บจริง หลังจากประสบความสำเร็จจากภาพยนตร์เรื่อง "ต้มยำกุ้ง" และ "องค์บาก" ทั้ง 3 ภาคไปแล้ว จา ก็ขอสร้างปรากฏการณ์โด่งดังให้ประเทศไทยอีกครั้ง ด้วยการชักชวนนักแสดงและผู้กำกับนักบู๊ฝั่งฮอลลีวูด "ดอล์ฟ ลันด์เกรน" (Dolph Lundgren) ที่มีผลงานอาทิเรื่อง "Rocky IV" "Missionary Man" "The Expendables" และ "The Expendables 2" มาประชันการบู๊กันในภาพยนตร์ที่ตอนนี้ใช้ชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า "โปรเจกต์จา-ดอล์ฟ" ซึ่ง "เสี่ยเจียง - สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ" หัวเรือใหญ่แห่งค่ายสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล ทุ่มทุนสร้างด้วยงบประมาณกว่า 150 ล้านบาท

นอกจากลงมือทั้งแสดงและกำกับเองแล้ว จา ขอควบตำแหน่งโปรดิวเซอร์ร่วมกับ "หนึ่ง - วิทิตนันท์ โรจนพานิช" อีกด้วย ส่วนผู้กำกับฉากบู๊ก็ยังคงเป็นหน้าที่ของปรมาจารย์อย่าง "พันนา ฤทธิไกร" เช่นเดิม และยังมีนางเอกสาว "มิ้น - มิณฑิตา วัฒนกุล" ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย โดยเมื่อวันที่ 18 เมษายน ที่ผ่านมา ได้มีการจัดงานแถลงข่าวภาพยนตร์ที่เป็นการร่วมงานของ จา และ ดอล์ฟ ณ ห้องฉัตรา 1 โรงแรมสยาม เคมปินสกี้

จา เผยถึงจุดเริ่มต้นของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการร้องเพลงกล่อมลูกชายว่า "โปรเจกต์นี้เป็นไอเดียที่เกิดขึ้นในช่วงขณะที่ผมร้องเพลงที่เกี่ยวกับม้า เวลาที่ลูกร้องไห้ผมลองร้องเพลงม้าครับ พอเราร้องอย่างนี้ลูกหยุดร้องไห้ ก็เลยเป็นไอเดียที่ผมมาคุยกับครูหนึ่ง โค้ชแอ็กติ้งที่ผมเคยเรียน ก็เลยมาแชร์ไอเดียกันว่าอะไรที่เป็นไทยๆ ของเรา ก็คือมวยไทย เพราะต้นกำเนิดจากม้าก็คือม้าย่อง เป็นลีลาม้าย่องเรียกว่าอัศวลีลา ก็เลยมาคิดเป็นอาชาสไตล์ เป็นท่าม้าย่องที่เป็นท่าเต้นด้วยนะครับ"

พระเอกหนุ่ม จา บอกถึงเหตุผลที่เลือก ดอล์ฟ มาประชันฝีมือว่า "ไอเดียนี้ก็เกิดขึ้นมาอีกครับ ในเมื่อมีม้าก็ต้องมีคู่ปรับ มีคนที่สามารถจับม้าได้ เราก็ไปนึกถึงคาวบอยจับม้าที่ชาวอเมริกัน ชาวเม็กซิโกที่เขาขี่ม้ากันนะครับ ตอนแรกเสี่ยเคยบอกว่าถ้าจะชกกับคู่ปรับ ต้องมีคูต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ มีฝีมือหน่อย ถ้าเป็นคาวบอยมาจับม้าก็ไปนึกถึง จอห์น เวย์น (John Wayne) ถ้าผมจะขึ้นชก ต้องขึ้นชกกับผู้ที่เป็นตำนานก็นึกถึงภาพ จอห์น เวย์น ขี่ม้าสวมหมวกคาวบอย แต่ถ้าให้ประกบกับ จอห์น เวย์น ก็คงไม่ได้ (จอห์น เวย์น เสียชีวิตในปี พ.ศ. 2522) ก็เลยมานึกถึงดอล์ฟ คาแรกเตอร์เขาได้ อย่างภาพยนตร์หลายๆ เรื่องที่เขาเล่นเป็นหนังแอ็กชันอย่างเช่น Rocky ภาค 4 ที่เขาชกมวยสากล เราก็ดู นี่แหละคู่ชกคู่ปรับที่ดูมีอำนาจ ดูมีพละกำลังมาก ก็เลยได้คุยกับทีมงานให้ประสานกับคุณดอล์ฟครับ"

ด้าน ดอล์ฟ พูดถึงการตัดสินใจมาร่วมแสดงภาพยนตร์ไทยเป็นเรื่องแรกว่า "ก็มีอยู่ 2 เหตุผลด้วยกัน อย่างแรกก็คือผมจะได้เล่นในเป็นคาแรกเตอร์ที่ไม่เคยแสดงมาก่อน อีกอย่างก็คือได้มาร่วมงานกับ โทนี่ จา แล้วก็จะได้ทำความรู้จักกับคนไทยให้มากยิ่งขึ้นด้วยครับ เป็นครั้งแรกที่ได้แสดงแอ็กชันคอเมดี เป็นครั้งแรกที่ได้แสดงภาพยนตร์ไทย เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ผมประทับใจและน่าสนใจมากที่ได้มาร่วมงานในโปรเจกต์นี้ครับ"

นักแสดงระดับฮอลลีวูดเปรยเคยได้ยินชื่อเสียงของ จา มาบ้างก่อนที่จะมาร่วมงานกัน "ผมพอได้ยินชื่อเสียงของ โทนี่ จา มาบ้าง แต่พอได้มีโอกาสมาร่วมงานกันในโปรเจกต์นี้ ก็มีโอกาสได้ดูหนังที่ โทนี่ จา แสดง รู้สึกว่าเป็นคนที่มีความสามารถมากๆ ตอนเด็กๆ ผมมีโอกาสได้เรียนเกี่ยวกับมาร์เชียลอาร์ตส์มาเหมือนกัน แต่เป็นด้านคาราเต้มา ก็รู้สึกดีที่มีโอกาสได้มาร่วมงานกับคนที่ชำนาญในเรื่องของมาร์เชียลอาร์ตส์ ได้มาแสดงภาพยนตร์เรื่องเดียวกัน การร่วมงานก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แม้ว่าศาสตร์การต่อสู้จะไม่เหมือนกัน แต่พอมาเจอกันแล้วก็รู้สึกว่าลงตัว"

จา พูดถึงการร่วมงานกับ ดอล์ฟ ว่า "ในระหว่างที่เราได้ทำงานร่วมกัน กับที่เราส่งเวิร์กชอปให้กับคุณดอล์ฟ เขาก็ไปศึกษาแบบจริงจังว่าวิธีการจับม้าเขาจับกันยังไง ถึงขนาดเขาเตรียมแส้ เตรียมหมวก เตรียมเคราต้องเป็นรูปแบบ จอห์น เวย์น นะ นี่แหละใช่เลยคาแรกเตอร์เขาเหมาะสมที่จะเป็นคาวบอยและคู่ต่อสู้ผม หลังจากนั้นพอได้มาทำงานด้วยกัน มาเข้าแอ็กชัน เขาก็รู้ว่าการทำงานของเราเป็นยังไง นั่นก็คือเล่นจริงเจ็บจริงครับ พอเขาอินกับตัวละครตัวนั้นที่จะจับม้าให้ได้ เขาใส่แบบเต็มที่เลย เขาก็รู้ว่าสไตล์หนังของ โทนี่ จา คือเล่นจริง เขาก็ขอเล่นจริงสตันต์ไม่ต้อง ขอเล่นเองเลย จัดหนัก ผมก็เลยจัดหนักเลยครับ"

จา เล่าถึงการคิดท่าทางการบู๊ว่า "ในส่วนคิวบู๊เรามีการเตรียมตัวกันมาก่อนครับ เราคิดจากเรื่องท่าม้าที่แตกไอเดียมา ก็เริ่มจากเพลงม้า จะมีเพลงมวยแล้วก็มีเพลงม้า ก็เลยมาแตกจากเพลงม้าครับ ม้าหยิก ม้าหยอก ม้าหลอก ม้าล่อ ม้าฮ่อ ม้ากระโดด ซึ่งเป็นกลวิธีการรุกการรับของมวยไทย เป็นท่าของครู ท่าม้าย่อง ท่าม้ายาตรา ส่วนท่าต่อสู้ที่นำมาเป็นม้าไทยของเรา เป็นเหตุที่ว่าม้าไทยของเราเป็นม้าที่ฉกาจฉกรรจ์เป็นม้ารบเป็นม้าศึก มีสรรพวิชาอยู่ในตัวอยู่แล้ว ผมก็เลยไปศึกษาเพิ่มเติม ก็เลยแปลงจากท่าม้าย่องออกมาเป็นศาสตร์ที่สามารถแสดงออกมา ทั้งรุกทั้งรับทั้งหลบทั้งหลีกแล้วก็บวกกับคู่ต่อสู้ คู่ต่อสู้ที่มาจากแดนไกล นึกถึงคนจับม้าเป็นคู่ปรับ เขามาตามหาเรามาจับม้าที่เมืองไทย คาวบอย ดอล์ฟ ลันด์เกรน มาจับม้าที่เมืองไทย เขาจับม้ามาทั่วโลกแล้ว แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้เขามาจับม้าไทย ลองดูสิว่าเขาจะจับได้ไหม จะใช้วิธีใช้อะไรที่จะจับม้าที่ไทยนี้ได้"

ดอล์ฟ พูดถึงการเตรียมความพร้อมของตัวเองว่า "ก็ศึกษาจากคลิปวิดีโอที่ส่งไปให้ดู แล้วก็มีการคุยกันผ่านทางสไกป์ แล้วก่อนหน้าที่จะมีคิวถ่าย 2 วัน ผมก็เดินทางมาที่เมืองไทย ก็ต้องเตรียมตัวหลายอย่างเหมือนกัน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่จะถ่ายทำ ซีนที่ผมต้องแสดงจะแตกต่างจากเรื่องอื่นๆ ที่ผมเคยได้เล่นมา เป็นคาวบอยที่ย้อนไปเป็นแบบ จอห์น เวย์น หรือว่า คลินต์ อีสต์วู้ด (Clint Eastwood) จะมีความเป็นอเมริกันคาวบอย เป็นอีกหนึ่งบทบาทที่ไม่เคยได้ทำมาก่อน ก็ได้มาแสดงในโปรเจกต์นี้เป็นครั้งแรกครับ"

จา ปัดไม่รู้สึกกดดันที่ต้องทำงานควบถึง 3 ตำแหน่ง "จริงๆ ก็สบายใจครับ ไม่ได้กดดันอะไร เพราะเราได้ทีมงานอย่างครูหนึ่ง อาจารย์พันนา ซึ่งเป็นบุคลากรที่มีความสามารถอยู่แล้ว ก็มาช่วยในเรื่องของการกำกับ การดำเนินงานทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบท ทุกอย่าง ก็ทำให้เรารู้สึกเบาใจ ไม่ว่าจะเป็นทางฝ่ายแอ็กชันสิ่งที่ผมมี นอกจากนั้นที่คนอื่นยังไม่เคยเห็นนั่นคือความเป็นคอเมดี ลึกๆ ข้างในที่คนดูยังไม่เคยเห็น ยังไม่ได้สัมผัส เป็นรูปแบบใหม่ที่ครูหนึ่งและอาจารย์พันนาที่สามารถค้นเอาออกมาและมาแชร์ไอเดียกัน บวกกับได้เจอกับคุณดอล์ฟยิ่งเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มากครับ เขาสามารถต่อยอดเราได้และเป็นบทบาทที่เขาก็ยังไม่เคยเล่น ผมก็ยังไม่เคยเล่นด้วย พอได้มาเจอกันเนี่ยเป็นอะไรที่เซอร์ไพรส์ให้กับคนดูแน่นอน เป็นแอ็กชันคอเมดี"

สำหรับคอภาพยนตร์แอ็กชันที่อยากติดตามชมภาพยนตร์ โปรเจกต์จา-ดอล์ฟ การประชันฝีมือบู๊ฝั่งไทยของ จา กับฝั่งฮอลลีวูดของ ดอล์ฟ ในแบบฉบับเต็มๆ ก็คงต้องอดใจรอกันไปอีกสักพัก เพราะตอนนี้กำลังเดินหน้าถ่ายกำลังกันอยู่ คาดว่าน่าจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในช่วงปลายปีนี้หรือช่วงต้นปี 2557

สงวนลิขสิทธิ์ © ห้ามคัดลอก ตัดต่อ
ดัดแปลงหรือเผยแพร่ในสื่อใดๆ ก่อนได้รับอนุญาต
กดเพื่อดูรูปใหญ่ ปัดซ้าย-ขวาเพื่อดูรูปถัดไป
  • รูปภาพ 1
  • รูปภาพ 2
  • รูปภาพ 3
  • รูปภาพ 4
  • รูปภาพ 5
  • รูปภาพ 6
  • รูปภาพ 7
  • รูปภาพ 8
  • รูปภาพ 9
  • รูปภาพ 10
  • รูปภาพ 11
  • รูปภาพ 12
  • รูปภาพ 13
  • รูปภาพ 14
  • รูปภาพ 15
  • รูปภาพ 16
  • รูปภาพ 17
  • รูปภาพ 18
  • รูปภาพ 19
  • รูปภาพ 20
  • รูปภาพ 21
  • รูปภาพ 22
  • รูปภาพ 23
  • รูปภาพ 24
  • รูปภาพ 25
  • รูปภาพ 26
  • รูปภาพ 27
  • รูปภาพ 28
  • รูปภาพ 29
  • รูปภาพ 30
  • รูปภาพ 31
  • รูปภาพ 32
  • รูปภาพ 33
  • รูปภาพ 34
  • รูปภาพ 35
  • รูปภาพ 36
  • รูปภาพ 37
  • รูปภาพ 38
  • รูปภาพ 39
  • รูปภาพ 40
  • รูปภาพ 41
  • รูปภาพ 42
  • รูปภาพ 43
  • รูปภาพ 44
  • รูปภาพ 45
  • รูปภาพ 46
  • รูปภาพ 47
  • รูปภาพ 48
  • รูปภาพ 49
  • รูปภาพ 50
  • รูปภาพ 51
  • รูปภาพ 52
  • รูปภาพ 53
  • รูปภาพ 54

ความคิดเห็น

ภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้อง

วันนี้ในอดีต

  • The Phantom of the Opera
    เข้าฉายปี 2005
    แสดง Gerard Butler, Emmy Rossum, Patrick Wilson
  • Alien: Resurrection
    เข้าฉายปี 1998
    แสดง Sigourney Weaver, Winona Ryder, Dominique Pinon
  • Shaolin
    เข้าฉายปี 2011
    แสดง Jackie Chan, Andy Lau, Fan Bingbing

เกร็ดภาพยนตร์

  • Remember Me - ครั้งแรกที่ อัลเลน โคลเตอร์ ได้อ่านบทภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งในตอนนั้นยังใช้ชื่อเก่าว่า Memoirs อัลเลน ติดใจที่เรื่องราวในภาพยนตร์เกิดขึ้นในนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นบ้านเกิดและที่อยู่อาศัยของเขา และ อัลเลน สนใจที่จะสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับความซื่อสัตย์และความรักของหนุ่มสาวที่บริสุทธิ์มานานแล้ว นอกจากนี้เขายังติดใจฉากเปิดมากอีกด้วย ทั้งหมดนี้ทำให้เขาตัดสินใจรับงานกำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ อ่านต่อ»
  • It's Complicated - ผู้เขียนบท ผู้กำกับ และผู้อำนวยการสร้าง แนนซี เมเยอร์ส ยอมรับว่าเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้โดยอ้างอิงจากชีวิตจริงของตน แม้เธอจะไม่เคยมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับอดีตสามีเหมือนในเรื่องก็ตาม นอกจากนี้เธอยังหาแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ยุค 70 ของผู้กำกับ พอล มาเซอร์สกี เช่น An Unmarried Woman (1978) และ Bob & Carol & Ted & Alice (1969) อ่านต่อ»
เกร็ดจากภาพยนตร์สามารถดูได้ในหน้าข้อมูลภาพยนตร์แต่ละเรื่อง

เปิดกรุภาพยนตร์

เรื่องราวความรักในอนาคตอันไม่ใกล้ไม่ไกล ซึ่งตามกฎของเมืองแล้ว คนโสด จะถูกส่งตัวไปยังโรงแรมตากอากาศอันห่างไกล ที่นั่นพวก...อ่านต่อ»