1. สยามโซน
  2. ภาพยนตร์
  3. ข่าววงการภาพยนตร์

หนึ่งใจ..เดียวกัน ภาพยนตร์จากความตั้งใจในทูลกระหม่อมฯ

หนึ่งใจ..เดียวกัน ภาพยนตร์จากความตั้งใจในทูลกระหม่อมฯ

"ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี" เสด็จงานแถลงข่าวทรงเปิดภาพยนตร์ "หนึ่งใจ..เดียวกัน" ภาพยนตร์แนวชีวิต สร้างสรรค์สังคม จากบทพระนิพนธ์ "เรื่องสั้นที่...ฉันคิด" ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี สู่ภาพยนตร์ที่จะทำให้ทุกหัวใจหลอมรวมเป็นหนึ่ง โดยผู้กำกับ "สิริปปกรณ์ วงศ์จริยวัตร" เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ณ โรงละครอักษรา คิงพาวเวอร์ คอมเพล็กซ์

ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังประกอบด้วยด้วยนักแสดง อาทิ "เวียร์ - ศุกลวัฒน์ คณารศ" "นุ่น - ศิรพันธ์ วัฒนจินดา" "ฟาง - นิศารัตน์ อภิรดี" "แนม - ซีแนม สุนทร" "รอง เค้ามูลคดี" "เล็ก - สมชาย ศักดิกุล" "หนอม - วิทยา เจตะภัย" พร้อมนักแสดงเด็กหน้าใหม่ โดยมีทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ซึ่งแสดงเป็น พิมพ์ดาว ประทานสัมภาษณ์เกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า

การสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ท่านมีแรงบันดาลใจมาจากไหน

"แรงบันดาลใจก็มาจากหนังสือ เรื่องสั้นที่...ฉันคิด ซึ่งหนังสือเล่มนี้ได้มาจากเด็กๆ ที่ได้มาทำงานร่วมกันในโครงการทู บี นัมเบอร์วัน และมูลนิธิคุณพุ่ม เด็กพิการทางสมองที่ด้อยโอกาส อยู่แล้ว ซึ่งเด็กๆ ที่ด้อยโอกาสก็มีอยู่ในโครงการทู บี นัมเบอร์วัน เราทำงานครอบคลุมทุกอย่าง ไม่ใช่เพียงแต่แก้ปัญหายาเสพติด แต่แก้ปัญหาทุกๆ อย่างของเด็กๆ ยิ่งใกล้ชิดกับเด็กๆ ก็ยิ่งเข้าใจว่าสังคมไทยของเรามีปัญหาอะไรบ้าง

แรงบันดาลใจที่เราจะนำเสนอ คืออยากให้พวกเราทุกคนสัมผัสสิ่งที่เราอยากจะบอก อยากจะเล่าความรู้สึกด้วยหัวใจ ไม่ใช่บอกเล่าด้วยตัวหนังสืออย่างเดียว การนำเสนอผ่านภาพยนตร์ที่เราทำไปนี้ เราหวังว่าทุกคนที่ได้ไปดูแล้วจะสามารถสัมผัสถึงความรู้สึกและปัญหาที่เด็กๆ ต้องประสบ และคนทั่วไปต้องประสบในที่ๆ เราอาจจะมองไม่เห็น รู้สึกด้วยใจด้วยการบอกเล่าทางภาพยนตร์ เมื่อไปชมแล้วก็จะได้รับความรู้สึกร่วมในการทำงานต่อไป"

บรรยากาศในกองถ่ายภาพยนตร์เป็นอย่างไรบ้าง

"การทำงานภาพยนตร์รายละเอียดค่อนข้างเยอะ และยากกว่าที่เคยทำมาแล้ว บรรยากาศในกองถ่ายก็มีง่ายบ้าง ยากบ้าง ไปถ่ายในต่างจังหวัดเยอะ ก็สนุกดี ทำงานเยอะ ได้รีแลกซ์บ้าง ได้พูดคุยสนุกเฮฮากันบ้าง ในการทำงานก็ยากกว่าการเล่นละคร ต้องถ่ายซ้ำไปซ้ำมา การทำงานต้องเป๊ะ การไปถ่ายต่างจังหวัดมีโดนตัวแมลงกัดบ้าง เพราะเป็นหน้าฝน ตอนที่ถ่ายทำบนดอยอินทนนท์ แม้ไม่ใช่หน้าฝน แต่ฝนก็ตกอยู่แล้ว การทำงานเลยลำบากหน่อย ก็มีทั้งร้อนทั้งหนาวสลับกัน"

ทรงเตรียมพระวรกายอย่างไรบ้างก่อนถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้

"ก่อนที่จะไปแสดงก็ต้องทำเวิร์กชอปอยู่หลายเดือน"

ความคาดหวังของพระองค์ที่มีต่อภาพยนตร์เรื่องนี้เมื่อผู้ชมได้ชมแล้ว

"อยากให้ผู้ชมได้ไปชมกันเยอะๆ ช่วยกันประชาสัมพันธ์ว่าหนังเป็นอย่างไร ได้สัมผัสกับเพลง สัมผัสกับหนังตัวอย่าง ถ้าได้ไปดูหนังกันเยอะ เราก็จะมีความรู้สึกร่วม แล้วหนังก็จะประสบความสำเร็จอย่างที่คาดหวัง สิ่งที่คาดหวัง คืออยากจะให้ทุกๆ คนเป็นเหมือน พิมพ์ดาว คือมีความมั่นใจในตัวเองก่อนที่จะทำอะไรก็ได้ เรามั่นใจว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะสามารถสื่อสัมผัสไปถึงหัวใจของทุกๆ คนได้ เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้ทุกๆ คนได้มาชมภาพยนตร์เรื่อง Where The Miracle Happens หรือ หนึ่งใจ..เดียวกัน นี้ ถ้ามีคนมาชมเยอะๆ ความคาดหวังก็จะเป็นจริง"

ฉากไหนยากที่สุด

"ตอนสุดท้ายที่อยู่ในโรงละคร เราต้องนั่งคุกเข่าอยู่นานมาก เป็นฉากอารมณ์ ไดอาล็อกเยอะ และยากมาก อย่างที่เคยบอกแล้วว่า ฉากที่แสดงในภาพยนตร์หรือละครก็ตาม จะรู้สึกยากตอนที่จะต้องร้องไห้ เพราะว่าตั้งแต่ที่เราเสียน้องพุ่มไป ก็บอกตัวเองเลยว่าเราต้องเข้มแข็งจะร้องไห้อีกต่อไปไม่ได้ เพราะร้องไห้จนน้ำตาหมดไปแล้ว เราไม่อยากจะร้องไห้อีกต่อไป แต่เท่าที่ได้แสดงละครหรือภาพยนตร์ก็จะเป็นบทอารมณ์หมดเลย จะต้องร้องไห้ก็เลยยากมาก เบื้องหลังตอนนั่งคุกเข่านี่ หัวเข่าเจ็บไปหมดเลย ล้มร้อยหน ล้มไปล้มมาก็เจ็บตามตัวแล้ว หัวเข่านี่แบบด้านช้ำไปหมดเลย เป็นฉากที่ยาก"

พระองค์ท่านมีเทคนิคในการเข้าถึงตัวละครอย่างไร

"อันที่จริงการเข้าถึงตัวละครเราก็ต้องพยายาม ถึงต้องเวิร์กชอปเยอะๆ อันที่จริง พิมพ์ดาวนี่ก็เป็นเราอยู่แล้ว พิมพ์ดาวในตอนต้นๆ เป็นนักธุรกิจหญิงที่ประสบความสำเร็จ มีความมั่นใจ ซึ่งเราก็มีความมั่นใจอยู่แล้ว จะพยายามเข้าใจในคาแรกเตอร์เหล่านั้น พยายามเข้าใจในสิ่งที่เป็นไปในภาพยนตร์ ก็ไม่ยากมาก เพราะว่าตอนหลังพิมพ์ดาวก็ต้องไปอยู่กับเด็กๆ ใช้ชีวิตร่วมกับเด็กๆ หลายๆ คน ซึ่งเด็กเหล่านี้ก็ไม่ใช่นักแสดง เขาจะเล่นเป็นธรรมชาติ เราก็ชอบทำงานกับเด็กๆ ตรงนั้นก็ไม่ยากอะไร"

คนที่เข้าไปดูภาพยนตร์เรื่องนี้จะได้ข้อคิดอะไรกลับไปบ้าง

"หวังว่าจะได้ข้อคิด ได้ความซาบซึ้งใจ ข้อคิดที่อยากจะบอกก็คือว่าคนเรานี้ ถ้ามีปัญหาอะไรก็ตาม มันขึ้นอยู่กับตัวเองก่อน แต่ในการที่จะแก้ปัญหาอะไร เราก็ต้องมองไปรอบๆ ไม่ใช่อยู่คนเดียวในโลก ถึงแม้ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวเราเองอยู่แล้ว ไม่ว่าเราจะประสบความสำเร็จหรืออะไรก็ตาม เราต้องเชื่อตัวเอง แต่ในเมื่อยังมีปัญหาอีกเยอะแยะมากมาย ถ้าสมมติเรามองออกไปข้างนอก ก็อาจจะคลี่คลายออกไปบ้าง คนเราอยู่ด้วยกันต้องร่วมมือร่วมใจช่วยกัน"

ในการถ่ายภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้เวลานานแค่ไหน

"ประมาณ 3-4 เดือน แต่มีเวิร์กชอปก่อนหน้านั้น ก็ประมาณ 6 เดือน"

ฉากที่ค่อนข้างจะเสี่ยงอันตราย พระองค์เตรียมพระวรกายอย่างไร

"อันที่จริงเราก็เป็นคนแข็งแรงอยู่แล้ว ไม่เห็นเหรอว่ามือแขนก็มีกล้ามอยู่แล้ว จริงๆ แล้วก็ไม่ได้เตรียมอะไรมากมาย แข็งแรง เอ็กเซอร์ไซส์ดีอยู่แล้ว"

ทำไมถึงตัดสินใจเล่นฉากอันตรายด้วยพระองค์เอง

"ถ้าให้คนอื่นเล่นก็ไม่เหมือน ไม่ได้อารมณ์"

เรื่องนี้จะได้ไปฉายที่งานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ด้วยใช่ไหม

"ใช่ วันที่ 15 พฤษภาคม ก็จะไปฝรั่งเศส"

เป็นความตั้งใจของพระองค์ที่อยากให้ภาพยนตร์เผยแพร่สู่ชาวโลก

"ที่จริงตอนนี้เราก็ทำงานในวงการบันเทิงมานานแล้ว ถึงเวลาที่อยากจะนำภาพยนตร์ไทยไปสู่สายตาชาวโลกบ้าง ออกไปเผยแพร่ว่าเราก็สามารถทำภาพยนตร์ได้ไม่แพ้ต่างประเทศ อันที่จริงวงการภาพยนตร์ไทยก็ก้าวหน้าไปมาก มีภาพยนตร์ไทยหลายๆ เรื่องที่โกอินเตอร์ เราก็อยากให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับประเทศไทย ที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับต่างจังหวัดบ้าง คือได้เห็นทัศนียภาพอันสวยงามเพราะว่าถ้าได้ดูกันเต็มๆ เรื่อง จะได้เห็นว่าประเทศไทยสวยแค่ไหน ช่วยในการท่องเที่ยวด้วย ช่วยในธุรกิจภาพยนตร์ด้วย อยากจะให้ภาพยนตร์ไทยได้มีโอกาสก้าวไกลไปโกอินเตอร์โดยสมบูรณ์"

ทราบว่าพระองค์มีความศรัทธาและเชื่อมั่นในเด็กไทยทุกคน

"เด็กไทยเหล่านี้เรามีความใกล้ชิดอยู่แล้ว คงไม่ต้องพูดอะไรมากเท่าไหร่ เราทำงานกับเด็กๆ โดยเฉพาะทำงาน ทู บี นัมเบอร์วัน ก็มีเด็กสมาชิกของเราเกือบทั้งประเทศแล้ว ก็อยากให้เด็กๆ อย่างที่ว่ามีความมั่นใจในตัวเองก่อน ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับตัวเอง ถ้าสมมติจะสุขทุกข์ บางทีมีปัญหาอะไรในทางเศรษฐกิจในทางครอบครัวมันก็จะท้อแท้ แต่ถ้าสมมติมีความมุ่งมั่น มีความฝัน ทุกๆ คนต้องมีเป้าหมายในชีวิต ต้องมีเป้าหมายว่าเราจะต้องทำอะไร ทั้งเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาว

เราต้องมีความพยายามตั้งใจมุ่งมั่นที่จะทำให้ความฝันเราสำเร็จ ไม่ใช่นั่งอยู่เฉยๆ แล้วขอความช่วยเหลือจากคนอื่น เราต้องช่วยตัวเองก่อน พอคนอื่นๆ เห็นถึงอยากจะช่วยเรา เราบอกกับเด็กๆ อยู่เสมอว่าเราจะต้องมีความพยายาม มุ่งมั่นทำความฝันให้เป็นความจริง ไม่ใช่นั่งเฉยๆ รอให้ความฝันตกมาสู่เรา

เราต้องตั้งใจอ่านหนังสือเรียนหนังสือ ถ้าสมมติอยากเป็นนักร้องก็ต้องตั้งใจหมั่นฝึกฝนให้ดี อยากเป็นนักแสดงก็ต้องฝึกฝน ต้องทำให้ทุกๆ คนเห็นว่าเราตั้งใจ ถ้าสมมติเราไม่ได้ตั้งใจทำก่อน เราไม่มีศักยภาพ เราก็ไม่สามารถไปสู่ความฝันได้ถ้าเรานั่งอยู่เฉยๆ ความฝันก็ไม่มีวันเป็นความจริง เพราะฉะนั้นก็ขอให้กำลังใจทุกๆ คน บอกแล้วทุกๆ อาทิตย์ที่เราคุยกันในรายการ ทู บี นัมเบอร์วัน วาไรตี้ เราจะบอกทุกคนว่า ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่อยู่ตรงนี้ มีอะไรก็คุยกัน เพราะเราคือพวกเดียวกัน ต้องคุยกันบ่อยๆ มีอะไรก็คุยกันอย่างตรงไปตรงมา"

รายได้จากการฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ นำไปใช้ในส่วนใดบ้าง

"ก็จะมีนำไปช่วยในเรื่องเด็กๆ พัฒนาศักยภาพของเด็ก มีที่จะช่วยต่อยอดไป นอกจากที่จะช่วยให้ทำกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นภูมิคุ้มกันไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ก็อยากจะพัฒนาความเก่งของเด็ก อยากจะให้ทุกคนพยายามมากกว่าเดิม ใครที่อยากจะเรียนดีๆ ก็จะสามารถมาพัฒนาศักยภาพ ต่อไปก็อาจจะได้มีโอกาส คืออยากให้โอกาส ทุกๆ คนต้องมีโอกาส จะต้องมีใครสักคนที่ให้โอกาส"

อยากให้ทรงเชิญชวนประชาชนให้มาชมภาพยนตร์เรื่องนี้

"ที่เราพูดมาทั้งหมดนี้ ก็อยากจะบอกว่ามีเมสเสจที่อยากจะพูดไป แต่เมสเสจนี้มาในรูปแบบสื่อภาพยนตร์ ถ้าสมมติทุกคนได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ก็จะได้รู้สึกถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น แล้วก็สิ่งต่างๆ ที่เราอยากบอก เราอยากจะช่วยในเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นไปในรอบๆ ตัวเรา ในที่ๆ อาจจะมีอะไรเยอะกว่าเรามองเห็น เพราะฉะนั้นถ้าได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เราก็จะสัมผัสถึงสิ่งเหล่านี้ แล้วก็อยากจะขอบอกว่าถ้าไม่ได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้อาจจะตกเทรนด์ไปก็ขอให้มาชมกัน

มีเมสเสจอะไร มีอะไรเกิดขึ้นก็จะได้พบได้เห็น ไม่งั้นเดี๋ยวคุยกับใครไม่รู้เรื่องก็จะตกเทรนด์ มีอะไรดีๆ เยอะที่อยากให้พวกเรามาร่วมมือร่วมใจกันทำด้วย อยากให้ทุกๆ คนมาเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งดีๆ สังคมใหม่ๆ แนวทางใหม่ๆ ที่ไม่ใช่เรื่องของคนแก่ ไม่ใช่เรื่องของการถอยหลังเข้าคลอง แล้วต่อไปจะมีสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นอีกเยอะแยะมากมาย เริ่มต้นจากการมาชมภาพยนตร์เรื่องนี้"

ในส่วนของผู้ให้การสนับสนุนภาพยนตร์เรื่องนี้

"มีผู้สนับสนุนมากมายที่เห็นความสำคัญ ผู้สนับสนุนต่างๆ องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ก็เป็นความสำคัญกับภาพยนตร์เรื่องนี้ เหมือนเป็นผู้ใหญ่ใจดีที่มาช่วยเด็กๆ แล้วก็ผู้ที่ได้มาสนับสนุนทุกๆ คน ก็ขอขอบคุณทุกๆ คนด้วย ทุกๆ คนรู้ว่าเขาคือใคร ก็เป็นผู้ใหญ่ใจดีที่มาร่วมสร้างความมหัศจรรย์ ใหม่ๆ ในสิ่งใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยนี้"

ไม่ทราบว่าจะมีเรื่องต่อๆ ไปเร็วนี้ไหม

"อยากให้มีหรือเปล่าล่ะ เอาอย่างนี้แล้วกัน ให้ทุกคนมาดูภาพยนตร์เรื่องนี้ พวกเราช่วยกันประชาสัมพันธ์ ไปว่าหนังเรื่องนี้ดีมาก ต้องมาดู สนุกมาก ไม่งั้นจะตกเทรนด์ อะไรแบบนี้ถ้าสมมติภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จเยอะๆ ก็น่าจะมีเรื่องต่อไป ถ้าไม่ประสบความสำเร็จกำลังใจก็คงจะหายไปนิดหน่อย ไม่ทราบว่าจะมีหรือเปล่า เพราะฉะนั้นก็ช่วยกัน ช่วยกันสร้างความมหัศจรรย์ใหม่ๆ ขึ้นมา ก็น่าจะมีเรื่องต่อไป"

ในการเตรียมการแสดงเป็นอย่างไรบ้าง

"อาจารย์ก็จะเข้มงวดพอสมควร แต่อาจารย์ก็จะเป็นอาจารย์ใจดีไม่ใช่อาจารย์ที่ดุหรือถือไม้เรียวอะไร แต่ละคนก็คงไม่เหมือนกันในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น สมมติว่าในการสูญเสีย แต่ละคนก็สูญเสียไม่เหมือนกัน แต่ในสิ่งที่บอกไปแล้วก็คือ เราจะต้องเข้มแข็งและไม่เห็นแก่ตัว คนเราส่วนมากก็เห็นแก่ตัว แต่สมมติถ้าในการเกิดการสูญเสียนี่เราต้องพยายามคิดไปใน มองไปนอก ไม่ใช่สงสารตัวเองอยู่อย่างเดียว

แล้วเราก็ต้องมองไปทางคนอื่นด้วย ในเมื่อเรามองไปทางอื่น เราอยากจะเห็นปัญหาของคนอื่น แล้วก็ดำเนินการใดๆ ที่จะช่วยคนอื่นที่เขาด้อยโอกาส ที่เขามีปัญหาอะไรต่างๆ ที่แก้ไม่ได้ แก้ยาก เราโชคดีที่มีคนให้กำลังใจเยอะเพราะว่าได้ทำงานตอนนั้นก็ทำงาน ทู บี นัมเบอร์วัน มานานพอสมควรแล้ว ตอนน้องพุ่มเสียไป เด็กๆ ทู บี เขารู้สึกร่วมมากเลย เพราะเขาก็ถามกันว่าเราจะทำต่อได้หรือเปล่า แต่ในเมื่อมีกำลังใจตรงนั้นว่าเราจะทำต่อไปได้ เราก็มีชีวิตต่อไปได้"

ติดตามชมภาพยนตร์ที่จะหลอมสังคมไทยให้เป็นหนึ่งเดียว ได้ทุกโรงภาพยนตร์ เริ่ม 7 สิงหาคม นี้

สงวนลิขสิทธิ์ © ห้ามคัดลอก ตัดต่อ
ดัดแปลงหรือเผยแพร่ในสื่อใดๆ ก่อนได้รับอนุญาต
กดเพื่อดูรูปใหญ่ ปัดซ้าย-ขวาเพื่อดูรูปถัดไป
  • รูปภาพ 1
  • รูปภาพ 2
  • รูปภาพ 3
  • รูปภาพ 4
  • รูปภาพ 5
  • รูปภาพ 6

ความคิดเห็น

วันนี้ในอดีต

  • 1920 London
    เข้าฉายปี 2016
    แสดง Sharman Joshi, Meera Chopra, Vishal Karwal

เกร็ดภาพยนตร์

  • Don't Be Afraid of the Dark - กระบวนการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้เวลาทั้งหมด 16 ปี ตั้งแต่ปี 1993-2009 เนื่องด้วยผู้เขียนบท กีเยอร์โม เดล โทโร มีความต้องการปรับบทภาพยนตร์ให้ออกมาตรงใจและมองหาผู้กำกับที่ลงตัวที่สุด จนสุดท้ายเขาก็ได้ ทรอย นิกซีย์ มาเป็นผู้กำกับของเรื่อง อ่านต่อ»
  • ที่รัก - แรงบันดาลใจในการเขียนบทภาพยนตร์ ผู้กำกับ ศิวโรจณ์ คงสกุล เล่าว่า มาจากเหตุการณ์ที่คุณพ่อของเขาเสียชีวิต หลังจากเสร็จสิ้นงานศพ ครอบครัวของเขาเดินทางไปที่สุสานจีนที่จ.สระบุรี เพื่อไปเรียกดวงวิญญาณของคุณพ่อมาประทับร่างทรง ตอนนั้นเขาไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่าความเสียใจที่สูญเสียคุณพ่อ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาโตขึ้น เขาจึงเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องดวงวิญญาณ จนท้ายที่สุดเขาก็นำความรู้สึกนั้นมาถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ยาวเรื่องแรกในชีวิต อ่านต่อ»
เกร็ดจากภาพยนตร์สามารถดูได้ในหน้าข้อมูลภาพยนตร์แต่ละเรื่อง

เปิดกรุภาพยนตร์

12 ปีหลังจากพบเห็น เจสัน บอร์น (แมตต์ เดมอน) ครั้งล่าสุด คราวนี้อดีตหน่วยสืบราชการลับกลางแห่งสหรัฐอเมริกาที่อันตรายที่ส...อ่านต่อ»