1. สยามโซน
  2. ภาพยนตร์
  3. ข่าววงการภาพยนตร์

ปีเตอร์ แจ๊กสัน ชายผู้มีใจของฮอบบิท และบ้าเหมือนพ่อมด

ปีเตอร์ แจ๊กสัน ชายผู้มีใจของฮอบบิท และบ้าเหมือนพ่อมด

ได้ชื่อเป็นผู้กำกับฯ ที่กำลัง กรำศึก หนักที่สุดในวงการภาพยนตร์ขณะนี้ เพราะต้องโหมทำงานติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี จนแทบไม่มีเวลาพักเพื่อให้ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์ ภาพยนตร์สงครามหากาพย์ที่สร้างจากหนังสือไตรภาคเรื่องเยี่ยม ของ เจ.อาร์.อาร์. โทลคีน ปรากฏสู่สายตาแฟนภาพยนตร์ครบทั้ง 3 ภาคตามสัญญา โดยภาพยนตร์ภาคสุดท้ายในชื่อตอน เดอะ รีเทิร์น ออฟ เดอะ คิง (The Return Of The King) ถูกวางโปรแกรมไว้แล้วว่าจะออกฉายราวปลายเดือนธันวาคม ปี 2546

ขณะที่วันที่ 18 ธันวาคม ที่ผ่านมา ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์ : เดอะ ทู ทาวเวอร์ส (Lord Of The Rings : The Two Towers) ภาพยนตร์ภาค 2 ก็จะได้ฤกษ์โหมโรงในหลายประเทศทั่วโลก

"ในฐานะคนสร้างหนัง นี่คือการทำงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของผม" ปีเตอร์ แจ๊กสัน ผู้กำกับฯ หุ่นตุ้ยนุ้ยวัย 41 ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเอเอฟพี ที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส

ขณะที่หนังสือเดอะ ซัน ของอังกฤษ ที่มีโอกาสสัมภาษณ์แจ๊กสันที่กรุงปารีสในเวลาไล่เลี่ยกัน กล่าวถึง ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์ ว่า นอกจากจะทำให้ผู้กำกับฯ โนเนมจากนิวซีแลนด์กลายเป็นเศรษฐี และติดกลุ่มผู้กำกับฯ ดาวรุ่งที่ค่ายหนังในฮอลลีวู้ดกำลังต้องการตัว ยังเป็นงานที่กักตัว แจ๊กสัน จนกระดิกไปไหนไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ถึง 7 ปี แม้แต่การใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวเล็กๆ ที่มีภรรยา 1 ลูกสอง ได้แก่ บิลลี่ วัย 8 ขวบ และ เคต 6 ขวบ

"แน่นอนว่า ผมอยากช่วยฟรานเลี้ยงดูลูกๆ แต่ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์ ทำให้ผมไม่มีเวลาเลย นี่ผมก็คิดไว้แล้วว่าหลังจากมีเวลาหยุดพักสักนิดหน่อยในช่วงคริสต์มาส ผมก็จะไม่พักอีกแล้ว เพราะผมต้องการทำ เดอะ รีเทิร์น ออฟ เดอะ คิง ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะนี่คือหนังสือเล่มโปรดที่สุดของผม ถ้าหากหยุดพักนั่นก็หมายความว่าเราจะมีเวลาทำงานน้อยลง"

แต่หลังจากนั้นผู้กำกับฯ คนดังก็ว่าเขาไม่คิดจะจับงานใหญ่อย่างนี้อีกแล้ว แต่จะทำภาพยนตร์ฟอร์มเล็กลงไป

"พวกเราทุกคนในทีมงานต่างรู้สึกว่าได้ผ่านประสบการณ์ทำงานที่หินที่สุดในชีวิตในการทำภาพยนตร์ของพวกเรากันแล้ว ต่อไปผมก็คิดจะทำภาพยนตร์ที่เล็กลงกว่านี้"

ด้าน เอไลจาห์ วู้ด ผู้รับบท โฟร์โด แบ๊กกิ้น เปิดใจให้สัมภาษณ์ทำนองเดียวกันระหว่างปรากฏตัวรอบปฐมทัศน์โลกว่า การทำงานในลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์ ทั้ง 3 ภาคถือเป็นงานชิ้นเยี่ยมที่สุดในชีวิตที่เขาเคยทำ

"งานชิ้นนี้มีความโหดหินในหลายๆ ด้าน เหมือนกับเป็นการเตรียมเราให้พร้อมที่จะรับมือกับสิ่งที่ง่ายดายกว่านับแต่นี้ไป"

ย้อนไปที่แจ๊กสัน เขายังถือโอกาสเดียวกันนี้ประกาศให้รู้ด้วยว่า เขาไม่คิดจะหยิบ เดอะ ฮอบบิท (The Hobbit) หนังสือดังอีกเรื่องของ เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน มาทำหนังแน่นอน

"ถ้าผมไม่ทำก็อาจมีคนอื่นหยิบมาทำ ถึงตอนนั้นผมก็แค่จ่ายเงิน 12 ดอลลาร์ (ราว 528 บาท) เข้าไปนั่งตีพุงดูในโรงหนัง โดยไม่ต้องไปนั่งทำงานหนักให้เหนื่อย"

ในการรับงานกำกับภาพยนตร์เรื่องยิ่งใหญ่ทั้ง 3 ภาค แจ๊กสันได้รับค่าเหนื่อยเป็นเงิน 6.5 ล้านปอนด์ (ราว 448.5 ล้านบาท) พร้อมกับส่วนแบ่ง 5% จากกำไรที่ภาพยนตร์ทำได้ โดย เดอะ เฟลโลว์ชิฟ ออฟ เดอะ ริง กวาดรายได้ทั่วโลกไป 550 ล้านดอลลาร์ (ราว 24,200 ล้านบาท) นั่งแท่นอันดับ 5 ในทำเนียบหนังทำเงินรายได้สูงสุด พร้อมกับ 4 รางวัลออสการ์ในสาขาแต่งหน้า ดนตรีประกอบภาพยนตร์ ถ่ายภาพ และเทคนิคพิเศษด้านภาพยอดเยี่ยม

สำหรับ เดอะ ทู ทาวเวอร์ส ขณะนี้ก็มีเสียงจากนักวิจารณ์ชมชื่นแล้วว่าทำได้ดีกว่าภาคแรก โดยเฉพาะการทำเทคนิคพิเศษ และบทของ อารากอร์น จากการสวมบทบาทของ วิกโก้ มอร์เทนเซ่น นักแสดงชาวเดนมาร์ก-อเมริกัน ที่มีบทมากขึ้นในภาคนี้

หลังจากโชว์ฝีมือกำกับฯ ในภาคแรก เดอะ ซัน อ้างเอเย่นต์ของแจ๊กสัน และ ฟราน วอล์ช ภรรยานักเขียนบทที่อยู่ร่วมชีวิตกับแจ๊กสันมา 15 ปี เล่าว่ามีค่ายหนังฮอลลีวู้ดสนใจอยากได้ตัวแจ๊กสันไปทำงานด้วยหลายเจ้า

แต่จนถึงขณะนี้ เจ้าตัวก็ยังยืนยันว่าจะไม่ทิ้งบ้านเกิดไปไหน "ผมไม่ไปอยู่ฮอลลีวู้ดแน่นอน ผมมีความสุขมากในนิวซีแลนด์ และจะอยู่ที่นี่ไปจนตาย"

ที่บ้านเกิด แจ๊กสันมีบ้าน 2 หลัง และบริษัทสร้างหนังเล็กๆ ของตัวเองและภรรยาชื่อว่า Wata Workshop ในกรุงเวลลิงตัน ก่อนจะมาทำหนัง แจ๊กสันเริ่มต้นทำงานตั้งแต่อายุ 17 หลังตัดสินใจหันหลังให้โรงเรียน เขาก็เริ่มต้นงานที่หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งในกรุงเวลลิงตัน และเริ่มทำหนังเรื่องแรกเมื่ออายุ 22 จากกล้องมือ 2 ราคาถูกที่เขาใช้ถ่ายทำหนังสั้นแนวเขย่าขวัญเรื่อง Bad Taste โดยทำทุกอย่างตั้งแต่อำนวยการสร้าง กำกับฯ ถ่ายทำ และแสดงในหนัง

และดูเหมือนว่าสิ่งนี้จะกลายเป็นนิสัยติดตัวอย่างหนึ่งของผู้กำกับฯ ที่นอกจากนิยมการแต่งตัวเรียบง่ายซะจนดูเหมือนจรจัดมากกว่าเศรษฐี ขนาดนั่งให้สัมภาษณ์นักข่าวในโรงแรมหรูกลางกรุงปารีส แจ๊กสันยังมาในชุดซอมซ่อ รองเท้าก็ไม่ใส่ เขายังเป็นผู้กำกับฯ ที่ชอบแอบเล่นในหนังที่ตัวเองกำกับฯ อย่างเช่นใน เฟลโลว์ชิฟ ออฟ เดอะ ริง เขาก็แอบเล่นเป็นคนเมา ทั้งยังแอบนำลูกสองคนมาเล่นเป็นฮอบบิทตัวน้อยๆ ในเรื่องด้วย

เรื่องความเรียบง่ายของแจ๊กสันนั้นขึ้นชื่อ ถึงขนาดมีเรื่องเล่าว่าเขาสามารถใส่เสื้อยืดอยู่เพียง 2 ตัวตลอดเวลาหลายเดือนที่ถ่ายทำภาคแรก

แต่ที่ฟังแล้วน่าชื่นใจกว่านั้นก็คือ เขาเป็นผู้กำกับฯ ที่นักแสดงรักจะทำงานด้วย ในจำนวนนั้นก็มี ออร์แลนโด บลูม นักแสดงชาวอังกฤษที่รับบท เลโกลัส กรีนลีฟ รวมอยู่ด้วยคนหนึ่ง ที่พูดถึง ปีเตอร์ แจ๊กสัน ไว้ว่า "ผู้ชายคนนี้เป็นอัจฉริยะ เขาซนเหมือนภูติ แต่มีหัวใจของฮอบบิท และบ้าเหมือนพ่อมด"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น

ภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้อง

วันนี้ในอดีต

เกร็ดภาพยนตร์

  • Don't Be Afraid of the Dark - กระบวนการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้เวลาทั้งหมด 16 ปี ตั้งแต่ปี 1993-2009 เนื่องด้วยผู้เขียนบท กีเยอร์โม เดล โทโร มีความต้องการปรับบทภาพยนตร์ให้ออกมาตรงใจและมองหาผู้กำกับที่ลงตัวที่สุด จนสุดท้ายเขาก็ได้ ทรอย นิกซีย์ มาเป็นผู้กำกับของเรื่อง อ่านต่อ»
  • ที่รัก - แรงบันดาลใจในการเขียนบทภาพยนตร์ ผู้กำกับ ศิวโรจณ์ คงสกุล เล่าว่า มาจากเหตุการณ์ที่คุณพ่อของเขาเสียชีวิต หลังจากเสร็จสิ้นงานศพ ครอบครัวของเขาเดินทางไปที่สุสานจีนที่จ.สระบุรี เพื่อไปเรียกดวงวิญญาณของคุณพ่อมาประทับร่างทรง ตอนนั้นเขาไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่าความเสียใจที่สูญเสียคุณพ่อ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาโตขึ้น เขาจึงเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องดวงวิญญาณ จนท้ายที่สุดเขาก็นำความรู้สึกนั้นมาถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ยาวเรื่องแรกในชีวิต อ่านต่อ»
เกร็ดจากภาพยนตร์สามารถดูได้ในหน้าข้อมูลภาพยนตร์แต่ละเรื่อง

เปิดกรุภาพยนตร์

ความสัมพันธ์อันงดงามของ เดวิด (อารอน พอล) และ แคลร์ (แอนนาเบลล์ วอลลิส) เป็นอันต้องสิ้นสุดลงอย่างไม่ทันตั้งตัวด้วยเหตุผ...อ่านต่อ»